การรักษาอาการคัดจมูก แน่นจมูก น้ำมูกไหลในเด็ก

 วิธีใช้ยา และยารูปแบบพิเศษ 

 

             ภาวะคัดจมูกแน่นจมูกเป็นอาการหนึ่งที่พบได้ค่อนข้างบ่อย อาการอาจจะเป็น ๆ หาย ๆ สร้างความรำคาญให้ตัวผู้ป่วยเป็นครั้งคราว หรืออาจเป็นตลอดเวลาส่งผลให้มีผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวันเป็นอย่างมาก  ในประเทศสหรัฐอเมริกาพบว่าอาการคัดจมูกมีผลกระทบโดยตรงต่อคุณภาพชีวิตโดยเฉพาะการทำงาน รวมถึงการลดลงของสมาธิของเด็กในวัยเรียน

          ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการเกิดภาวะแน่นจมูก  มีหลายปัจจัยที่ทำให้เกิดอาการคัดแน่นจมูก เช่น เยื่อบุโพรงจมูกที่บวม และ/หรือ โครงสร้างกายวิภาคของช่องจมูกที่ผิดรูปไปจากเดิม  ในรายที่อาการคัดจมูกเป็นชนิดรุนแรง พบว่าการรับกลิ่นลดลง มีการอ้าปากหายใจโดยเฉพาะช่วงนอนหลับ ส่งผลทำให้เกิดเสียงกรน  นอกจากนี้การถ่ายเทอากาศในจมูกที่ไม่ดีส่งผลให้มีอาการปวดหรือแน่นที่บริเวณใบหน้าได้

             โรคจมูกอักเสบ (โรคไข้หวัด) เป็นกลุ่มอาการที่เกิดจากอาการคัดจมูก มีน้ำมูกไหล จาม และคันจมูก  โดยปกติจะพบอาการบวมของหลอดเลือดฝอยบริเวณจมูกด้านใน และมีสารคัดหลั่งที่เพิ่มมากขึ้น

การจำแนกระดับความรุนแรงโดยทั่วไป  จะขึ้นอยู่กับความรุนแรงและระยะเวลาของอาการของผู้ป่วย โรคจมูกอักเสบอาจแบ่งย่อยตามระยะเวลาของอาการ จัดประเภทเป็นไม่เรื้อรังหรือเรื้อรังและขึ้นอยู่กับผลกระทบของโรคต่อคุณภาพชีวิตหรือกิจกรรมประจำวัน (รวมถึงการรบกวนการนอนหลับ) เป็นระดับเล็กน้อยหรือปานกลาง / รุนแรง

ในเด็กการติดเชื้อหรืออาการแพ้  เป็นสาเหตุที่พบบ่อยที่สุดของการอุดตันของจมูก และอาการน้ำมูกไหลจากการติดเชื้อไวรัส กลุ่มของไวรัสกว่า 800 กลุ่ม  สามารถทำให้เกิดโรคจมูกอักเสบ (โรคไข้หวัด)ไวรัสตระกูลไรโนไวรัส (พบบ่อยที่สุด) คาดว่าเด็กอายุต่ำกว่า 10 ปี จะเป็นหวัด 3-8 ครั้งต่อปี  ในขณะที่เด็กอายุน้อยกว่า 5 ปี ที่เข้าศูนย์ดูแลเด็กอาจเป็นหวัดได้ถึง 12 ครั้งต่อปี  ในประเทศไทยจากข้อมูลของสำนักงานสถิติแห่งชาติตั้งแต่ปี 2552 ถึง 2560 มีผู้ป่วยนอกเข้ารับการตรวจโรคระบบทางเดินหายใจประมาณ 30 ล้านครั้งต่อปี (สำนักงานสถิติแห่งชาติ, 2562) กรณีส่วนใหญ่ของการอุดกั้นทางจมูกในทารกแรกเกิด และทารกเกิดจากการอุดกั้นทางเดินหายใจทั่วไปที่เกี่ยวข้องกับจมูก ด้วยโรคจมูกอักเสบในทารกแรกเกิดการติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนบนจากไวรัสและอาจรวมถึงอาการหวัดจากการแพ้นม / ถั่วเหลือง   

นอกจากนี้ยังแสดงให้เห็นว่าไวรัสที่ทำให้เกิดการติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนบนในเด็ก มีแนวโน้มที่จะเกิดโรคหูน้ำหนวกเฉียบพลัน ใน 37% ของผู้ป่วย

สาเหตุที่พบบ่อยที่สุดของการอุดตันของจมูกและอาการน้ำมูกไหล คัดจมูก แน่นจมูกในทารกและเด็ก คือการติดเชื้อ  ซึ่งส่วนใหญ่เกิดจากเชื้อไวรัสหรือโรคภูมิแพ้   ในทารกแรกเกิดและทารกจะพบการติดเชื้อไวรัสทางเดินหายใจส่วนบน (หู คอ จมูก ปาก) ในช่วงที่มีการอุดตันของจมูก เชื่อกันว่าการให้น้ำเกลือทางจมูกช่วยบรรเทาอาการได้ โดยใช้หลักการช่วยกำจัดน้ำมูกส่วนเกินลดความแออัด และช่วยให้การหายใจดีขึ้น วัตถุประสงค์ของการเขียนบทความนี้ เพื่ออธิบายประสิทธิภาพและความปลอดภัยของทางเลือกในการบำบัด บรรเทา  รักษาอาการคัดจมูกแน่นจมูกน้ำมูกไหลในทารกและเด็ก

 

นิยามผู้ป่วยเด็ก หมายถึง ผู้ป่วยที่มีอายุตั้งแต่แรกเกิดจนถึง 18 ปี อาจแบ่งเป็นกลุ่มย่อยคือ

 

การบรรเทา บำบัด และรักษาโดยการไม่ใช้ยา

  1. การใช้น้ำเกลือ 0.9 % (normal saline solutions) ล้างจมูกสำหรับบรรเทาอาการทางจมูกได้ดี ทั้งในเด็กทารกและผู้ใหญ่ที่เป็นโรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้หรือไซนัสอักเสบเฉียบพลันให้ดีขึ้นได้ ซึ่งมีผลการศึกษาวิจัยเปรียบเทียบสนับสนุนผลการรักษาว่าการใช้น้ำเกลือล้างจมูกเป็นประจำด้วยวิธีการที่ถูกต้อง สามารบรรเทารักษาโรคภูมิแพ้ จมูกอักเสบ หรือไซนัสได้ อาจมีประสิทธิภาพในการล้างสารคัดหลั่งในรูจมูก อาการคัดจมูก ผู้ป่วยโรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้มีแนวโน้มที่จะได้รับประโยชน์มากขึ้น เป็นการสนับสนุนการรักษาที่ปลอดภัยและมีคุณค่าและสามารถลดการใช้ยาแก้แพ้ ยาแก้คัดจมูก  ยาปฏิชีวนะ ยากลุ่มพวก เสตียรอยด์ (antihistamines, decongestant, Antibiotics , corticosteroids) ในระหว่างการรักษา เพราะในทางปฏิบัติทางการแพทย์การล้างจมูกร่วมกับการสำลักของน้ำมูกส่วนเกินได้พิสูจน์แล้วว่ามีประโยชน์ในกรณีเด็กทารกมีน้ำมูกอุดตัน
  2. การใช้ลูกยางดูดน้ำมูกหรือสารคัดหลั่งออกจากรูจมูก  เป็นวิธีที่ปลอดภัยหากใช้ตามวิธีและขั้นตอนที่ถูกต้อง นิยมใช้ในกรณีที่เด็กไม่สามารถทำตามคำสั่งได้ รวมถึงไม่สามารถสั่งน้ำมูกเองได้

 

สรุป การไม่ใช้ยาสำหรับการรักษาอาการคัดจมูกในทารกและเด็กโต โดยการใช้น้ำเกลือสำหรับล้างจมูกมีข้อมูลสนับสนุนระบุว่า  อาการทางจมูกในเด็กที่เป็นโรคจมูกอักเสบ  จากภูมิแพ้หรือไซนัสอักเสบเฉียบพลันดีขึ้นหลังจากการให้น้ำเกลือทางจมูก และพบว่าโรคจมูกอักเสบจากไวรัสสามารถลดความเสี่ยงในการเป็นโรคหูน้ำหนวกเฉียบพลันและโรคจมูกอักเสบได้ ด้านความปลอดภัยสำหรับการล้างจมูกไม่มีรายงานเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ที่ร้ายแรง ฉะนั้นการใช้น้ำเกลือล้างจมูกเพื่อบรรเทาอาการคัดจมูกในทารกและเด็กสามารถทำได้อย่างปลอดภัย มีข้อมูลสนับสนุนการรักษาที่ปลอดภัยและมีคุณค่าและสามารถลดการใช้ยา (antihistamines, decongestant, ยาปฏิชีวนะ, corticosteroids) ในระหว่างการรักษาโรคระบบทางเดินหายใจติดเชื้อได้

 

 

การบรรเทา บำบัด และรักษาโดยการใช้ยา

ไม่มีหลักฐานเชิงประจักษ์ที่สนับสนุนว่ายาแก้แพ้มีประโยชน์ในโรคหวัดที่เกิดจากเชื้อไวรัส   ซึ่งอาจมีผลข้างเคียงและเกิดโทษในเด็กเล็ก จากเสมหะที่ข้นเหนียวขึ้นและเสมหะนั้นไปอุดกั้นทางเดินหายใจ ควรพิจารณาใช้ในกรณีที่จำเป็นและประเมินการตอบสนองเฉพาะราย โดยยาที่มีข้อมูลสนับสนุนการใช้ในกรณีที่ผู้ป่วยมีอาการภูมิแพ้น้ำมูกไหล คัดจมูก จาม ที่ไม่ได้เกิดจากโรคไข้หวัดที่เกิดจากเชื้อไวรัสชนิดก่อโรค ในกลุ่มของยาลดน้ำมูกนั้น สามารถแบ่ง ได้เป็น 2 กลุ่ม มีดังนี้

  1. ยาแก้คัดจมูก หรือ ยาหดหลอดเลือด (Decongestants) ออกฤทธิ์โดยการหดหลอดเลือด ทำให้อาการคัดจมูกลดลง

ใช้เพื่อลดอาการคัดจมูกเป็นหลัก ยาชนิดกินควรใช้อย่างระมัดระวัง เนื่องจากอาจทำให้เกิด ผลข้างเคียงได้คือ กระสับกระส่าย หัวใจเต้นเร็วผิดปกติ เวียนศีรษะปวดหัว มือสั่น นอนไม่หลับ  ยากลุ่มนี้แบ่งเป็น

  1. ยาลดน้ำมูก ออกฤทธิ์โดยการยับยั้งผลของฮีสทามีน (H1-antihistamine)

ซึ่งมีผลทำให้การหลั่งน้ำมูกลดลง แต่จะได้ผลน้อยกับอาการคัดจมูก สามารถแบ่งย่อย เป็น 2 กลุ่มคือ

ได้แก่ คลอเฟนิรามีน (Chlorpheniramine) , บรอมเฟนิรานิรามีน (Brompheniramine), ไฮดรอกไซซีน (Hydroxyzine), ไซโปรเฮปทาดีน (Cyproheptadine) เป็นต้น ข้อบ่งใช้ในการใช้ยาต้านฮิสทามีนคือ ผู้ป่วยโรคจมูกอักเสบภูมิแพ้ที่มีอาการคัน จาม น้ำมูกไหล ซึ่งมีอาการเป็นช่วง ๆ หรือมีอาการไม่มาก ถ้ามีอาการเป็นคงที่หรือมีอาการปานกลางถึงมาก มักให้ร่วมกับยาชนิดอื่น ยากลุ่มนี้จะลดปริมาณสารคัดหลั่งในระบบทางเดินหายใจ เช่น น้ำมูก เสมหะ มีผลข้างเคียง เช่น อาการง่วงนอนอาการปากแห้ง คอแห้ง เสมหะและน้ำมูกเหนียวข้น เนื่องจากมีฤทธิ์ต่อระบบประสาทที่ควบคุมการทำงานดังกล่าว โดยเฉพาะในเด็กเล็กมากกว่ายาต้านฮิสทามีนรุ่นที่ 2  จึงแนะนำให้ใช้ยาลดน้ำมูกชนิดไม่ทำให้ง่วงซึมในรุ่นที่ 2 ในเด็กมากกว่า

 

ได้แก่ เซทิริซีน (Cetirizine), ลอราทาดีน (Loratadine), เดสลอราทาดีน (Desloratadine) , ฟีโซเฟนาดีน (Fexofenadine) เป็นต้น ซึ่งข้อดีของยาในกลุ่มนี้ก็คือ ไม่ทำให้เกิดอาการง่วงซึม หรืออาจมีอาการง่วงซึมได้บ้างเล็กน้อย ดังนั้นจึงนิยมใช้ยาในกลุ่มนี้ในผู้ป่วยโรคภูมิแพ้ด้วย ซึ่งยาในกลุ่มนี้สามารถใช้ได้ในกรณีที่มีน้ำมูกไหลจากภาวะจมูกอักเสบหรือภูมิแพ้  แต่ไม่สามารถใช้ลดน้ำมูกในกรณีที่น้ำมูกเกิดจากโรคหวัดจากเชื้อไวรัส ซึ่งข้อจำกัดส่วนใหญ่คือ ไม่นิยมใช้ในเด็กที่อายุต่ำกว่า 6 เดือนหรือ 2 ปี ขึ้นอยู่กับชนิดของยาแต่ละตัว อย่างไรก็ตามข้อมูลดังกล่าวเป็นข้อมูลสนับสนุนจากบริษัทผู้ผลิตยาที่ระบุว่าสามารถใช้ได้ แต่โดยทั่วไปหลักการรักษาจะไม่แนะนำให้ใช้ในเด็กที่อายุต่ำกว่า 2 ปี หรือเด็กที่ไม่สามารถสั่งน้ำมูกหรือสารคัดหลั่งเองได้  เนื่องจากยากลุ่มนี้จะทำให้น้ำมูกแห้ง เสมหะเหนียวข้นได้  อย่างไรก็ตามก่อนใช้ยาควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรทุกครั้ง

 

  1. ยาสตีรอยด์พ่นจมูก (Nasal corticosteroids)

ยาสตีรอยด์พ่นจมูกเป็นยาที่มีประสิทธิภาพสูงในการควบคุมอาการของโรคจมูกอักเสบภูมิแพ้มีความปลอดภัยสูงในขนาดยาที่ใช้ในการรักษา ควรเลือกใช้ยาสตีรอยด์พ่นจมูกเป็นอันดับแรกในผู้ป่วยที่อาการเป็นคงที่  และอาการปานกลางถึงมากหรือมีอาการคัดจมูกมาก  ยาสตีรอยด์พ่นจมูกสามารถใช้ได้อย่างปลอดภัยในเด็กอายุมากกว่าหรือเท่ากับ 2 ปีแต่ควรใช้ด้วยความระมัดระวังภายใต้ข้อบ่งชี้และหยุดยาเมื่อหมดความจำเป็น หรือตามคำแนะนำของแพทย์หรือเภสัชกร

  1. สมุนไพร  ปัจจุบันยังไม่มีงานวิจัยเชิงประจักษ์เป็นหลักฐานที่น่าเชื่อถือว่ามีสมุนไพรใดที่ใช้รับประทานหรือหยอดหรือพ่น  สำหรับการรักษาอาการคัดจมูกหรือแน่นจมูกได้  มีเพียงข้อมูลเล็กน้อยจากบริษัทที่จัดทำผลิตภัณฑ์สมุนไพรมาจำหน่ายในท้องตลาด  แล้วระบุว่าช่วยบรรเทาอาการได้ เช่น วิคอินเดีย แผ่นแปะหัวหอม เป็นต้น  ซึ่งสิ่งเหล่านี้ผู้ใช้อาจต้องใช้วิจารณญาณในการเลือกบริโภคหรือเลือกใช้ได้ตามความเหมาะสมต่อไป

 

 

สรุปอาการคัดจมูกเป็นอาการที่พบบได้บ่อย ซึ่งถ้าสร้างปัญหาให้กับผู้ป่วยจนต้องมาพบแพทย์หรือเภสัชกรที่ร้านขายยา ก็จำเป็นที่จะต้องหาสาเหตุเสมอ การซักประวัติและตรวจร่ายกายที่ละเอียดถี่ถ้วนมักจะได้ข้อมูลที่เพียงพอ โดยทั่วไปกำจัดการสาเหตุ ใช้ยาบรรเทาอาการ แต่หากมีอาการรุนแรง หรือถี่บ่อย ควรได้รับการตรวจเพิ่มเติมจากแพทย์

อย่างไรก็ตามการเลือกวิธีการรักษาหรือบรรเทาอาการคัดจมูกแน่นจมูก น้ำมูกไหล จาม นั้น ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนการใช้ยาทุกครั้ง  เพราะการรักษาด้วยยาหรือไม่ใช้ยาแพทย์หรือเภสัชกร สามารถแนะนำสิ่งที่ดีที่สุดปลอดภัยที่สุดสำหรับลูกน้อยของท่านได้

 

เรียบเรียงโดย

เภสัชกรกุญชร   เหรียญทอง

10 กันยายน 2563

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

Reference

  1. Piromchai P., Puvatanond C., Kirtsreesakul V., Chaiyasate S. and Thanaviratananich S. Effectiveness of nasal irrigation devices: a Thai multicentre survey. PeerJ. 2019; 7: e7000.
  2. Principi N. and Esposito S. Nasal Irrigation: An Imprecisely Defined Medical Procedure. Int J Environ Res Public Health. 2017 May; 14(5): 516.
  3. CHIRICO G., QUARTARONE G. and MALLEFET P.  Nasal congestion in infants and children:a Literature review on efficacy and safety of non-pharmacological treatments. Minerva  Pediatr 2014;66:549-57.
  4. Ratanarat TH., Yupin P. and Nucharee C. Effects of the Perceived Self-Efficacy Promotion Program on Maternal Confidence to Perform Nasal Irrigation for Childern with Retained Nasal Secretion. Vol. 22 No. 2 (2014).
  5. Fokkens WJ., Lund  VJ., Hopkins C., Hellings PW. Et al. European Position Paper on Rhinosinusitis and Nasal Polyps 2020. Rhinology Supplement 29:1 - 464, 2020.
  6. Scadding GK., KariyawasamHH., Scadding G., Mirakian R., Buckley RJ. et al. BSACI guideline for the diagnosis and management of allergic and non-allergic rhinitis (Revised Edition 2017; First edition 2007). Clin Exp Allergy. 2017;47:856–889.
  7. ทุนชัย ธนสัมพันธ์, ปารยะ อาศนะเสน. ภาวะคัดแน่นจมูก(Nasal Obstruction). เวชศาสตร์เขตเมืองUrban Medicine4.0. 2017.
  8. แนวทางการพัฒนาการตรวจรักษาโรคจมูกอักเสบภูมิแพ้ในคนไทย ฉบับปรับปรุง พ.ศ.๒๕๕๔.