ภาวะท้องเสียและการดูแลตัวเอง

 ยาตามกลุ่มโรคและอาการ  โรคระบบทางเดินอาหาร 

ภาวะท้องเสีย

              หลังจากที่เขียนบทความเกี่ยวกับท้องผูกกับยาระบายไปแล้ว คราวนี้เรามาเปลี่ยนเป็นฝั่งตรงข้ามกับท้องผูกกับบ้างนะคะ ซึ่งก็คือภาวะท้องเสียนั่นเอง โดยตามคำจำกัดความของคำว่า “ภาวะท้องเสีย (Diarrhea)” นั้นจะหมายถึง ภาวะที่มีการถ่ายอุจจาระเหลวหรือเป็นน้ำอย่างน้อย 3 ครั้งภายใน 24 ชั่วโมง หรือถ่ายมีมูกหรือปนเลือดอย่างน้อย 1 ครั้ง หรือถ่ายเป็นน้ำจำนวนมากอย่างน้อย 1 ครั้งใน 24 ชั่วโมง ซึ่งภาวะท้องเสียนั้นเกิดได้จากหลายสาเหตุ ไม่ว่าจะเกิดจากสารพิษของเชื้อโรคที่ตกค้างในอาหารที่รับประทานเข้าไป ท้องเสียจากการติดเชื้อไวรัส ท้องเสียจากเชื้อแบคทีเรียที่สร้างสารพิษได้ รวมทั้งยาบางชนิดก็ทำให้เกิดภาวะท้องเสียได้

              สำหรับยาที่อาจทำให้เกิดภาวะท้องเสียได้มีหลากหลายกลุ่มยา ไม่ว่าจะเป็นยาระบาย ยาฆ่าเชื้อแบคทีเรียที่ออกฤทธิ์กว้าง ยาลดกรดที่มีส่วนผสมของแมกนีเซียม ยาเคมีบำบัด ยาลดอาการปวดอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs) เช่น ibuprofen naproxen รวมถึงยา Metformin ที่ใช้รักษาโรคเบาหวาน ยา Colchicine ที่ใช้รักษาโรคเก๊าต์ก็อาจทำให้เกิดท้องเสียได้

              โดยทั่วไปแล้วจะมีการแยกภาวะท้องเสียจากอาการนำเด่น ก็จะมีภาวะท้องเสียที่มีอาการอาเจียนเด่น และภาวะท้องเสียที่มีอาการท้องเสียเด่น ซึ่งการแยกจากอาการนำเด่นนี้จะทำให้พอจะทราบสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการท้องเสียรวมถึงการดำเนินไปของโรคและการดูแลรักษาได้ หากเป็นภาวะท้องเสียที่มีอาเจียนเด่นส่วนมากจะเกิดจาก 2 สาเหตุคือ เกิดจากสารพิษของเชื้อแบคทีเรียที่ทนต่อความร้อน ซึ่งภาวะนี้เกิดจากสารพิษที่เชื้อทิ้งไว้ปนเปื้อนที่อาหารโดยไม่มีตัวเชื้ออยู่ และสารพิษที่ปนเปื้อนอยู่นั้นทนต่อความร้อน ถึงแม้ว่าจะนำอาหารที่มีสารพิษเหล่านี้ไปอุ่นหรือไปผ่านความร้อนก็ไม่สามารถฆ่าพิษนี้ได้ กับอีกสาเหตุหนึ่งคือการติดเชื้อไวรัส ซึ่งมักจะมีอาการอย่างอื่นร่วมด้วยเช่น ไข้ต่ำๆ ไอ เป็นหวัดเล็กน้อย ส่วนใหญ่การติดเชื้อไวรัสนี้จะพบมากในเด็ก หากเกิดท้องเสียจากสองสาเหตุนี้ การรักษาก็คือรักษาตามอาการ ไม่จำเป็นต้องใช้ยาปฏิชีวนะหรือยาฆ่าเชื้อแบคทีเรีย

แล้วถ้าเป็นท้องเสียแบบอาการท้องเสียเด่นล่ะ จะเกิดจากอะไร? โดยปกติภาวะท้องเสียที่มีอาการท้องเสียเด่น ก็จะแยกออกเป็น 2 กลุ่มย่อยคือถ่ายเหลวเป็นน้ำกับถ่ายเป็นมูกเลือด ซึ่งหากเป็นถ่ายเหลวเป็นน้ำมักจะเกิดจากเชื้อแบคทีเรียที่สร้างสารพิษได้ในลำไส้แต่ไม่ได้รุกรานเข้าไปที่ผนังลำไส้ ลักษณะของอุจจาระจะเป็นสีเหลืองหรือเขียว บางรายถ้าเป็นรุนแรงอาจจะมีลักษณะเป็นสีขาวเหมือนน้ำซาวข้าว สำหรับผู้ป่วยที่มีถ่ายเป็นมูกเลือดนั้นส่วนใหญ่เกิดจากเชื้อแบคทีเรียที่รุกรานบริเวณเยื่อบุของลำไส้ จึงทำให้ลำไส้เกิดการอักเสบเป็นแผลมีเลือดออก เวลานำอุจจาระไปตรวจด้วยกล้องจุลทรรศน์จะพบเม็ดเลือดแดงและเม็ดเลือดขาวปนอยู่ในอุจจาระ นอกจากท้องเสียแล้วผู้ป่วยก็มักจะมีอาการปวดท้องหรือปวดเบ่งบริเวณทวารหนัก รู้สึกเหมือนถ่ายไม่สุดร่วมด้วย ซึ่งอาการท้องเสียจากสาเหตุเหล่านี้นอกจากการรักษาตามอาการแล้ว อาจจำเป็นต้องได้รับยาฆ่าเชื้อแบคทีเรียหรือยาปฏิชีวนะก็ได้ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแพทย์
             

 

              หากเกิดภาวะท้องเสียขึ้น การดูแลรักษาที่ทุกท่านสามารถแก้ไขเบื้องต้นได้ที่บ้านเพื่อลดความรุนแรงของอาการและทำให้ฟื้นจากอาการได้เร็วขึ้นคือ การป้องกันและรักษาภาวะขาดน้ำ ภาวะนี้เกิดจากการที่อุจจาระหรืออาเจียนที่บ่อยกว่าปกติทำให้ร่างกายสูญเสียน้ำและเกลือแร่ หากได้รับการดูแลที่ไม่เพียงพอก็จะนำไปสู่ภาวะร่างกายขาดน้ำได้ซึ่งอันตรายถึงชีวิตโดยเฉพาะอย่างยิ่งในเด็ก การแก้ไขที่สามารถทำได้เองคือการให้จิบน้ำที่ผสมผงเกลือแร่  ซึ่งมีรูปแบบกึ่งสำเร็จจำหน่ายตามร้านขายยาหรือร้านสะดวกซื้อต่างๆ และควรใช้ผงเกลือแร่หรือผง ORS ที่มีข้อบ่งใช้ในการทดแทนน้ำและเกลือแร่จากการสูญเสียน้ำและเกลือแร่จากท้องเสียหรืออาเจียน มากกว่าผงเกลือแร่สำหรับผู้ที่เสียเหงื่อหรือออกกำลังกาย เพราะความเข้มข้นของเกลือแร่ต่างกัน โดยให้ค่อยจิบทีละน้อยแต่จิบบ่อยๆ หากเป็นเด็กเล็กให้ใช้วิธีป้อนกับช้อนแทนการผสมแล้วใส่ขวดนมให้เด็กดูดเอง เนื่องจากว่าหากได้รับเกลือแร่ในปริมาณที่มากเกินกว่าที่ร่างกายจะดูดซึมได้ทัน ก็จะมีผลทำให้เกิดอาเจียนหรือถ่ายเหลวมากขึ้นได้  หากให้สารน้ำและเกลือแร่แล้วผู้ป่วยยังมีอาการที่บ่งชี้ว่าจะเกิดภาวะขาดน้ำ โดยอาการที่จะสังเกตได้ว่าผู้ป่วยมีภาวะขาดน้ำ ก็คือ มีอาการอ่อนเพลีย ไม่มีแรง ตาลึกโบ๋ ปากคอแห้ง เวลากดที่เล็บแล้วปล่อยเล็บจะกลับมาเป็นสีปกติช้ากว่าภาวะปกติ (ใช้เวลามากกว่า 2 วินาที) ชีพจรเต้นเร็ว หากเป็นเด็กเล็กก็จะมีร้องไห้แล้วไม่ค่อยมีน้ำตา กระหม่อมบุ๋ม เยื่อบุปากแห้ง ปัสสาวะออกน้อยลง จับผิวหนังยกขึ้นแล้วปล่อย ผิวจะยังตั้งอยู่นานกว่า 2 วินาที หากมีอาการเหล่านี้แล้วผู้ป่วยไม่สามารถให้สารอาหารน้ำหรือเกลือแร่ทางปากได้ให้พาไปโรงพยาบาลได้เลย เพื่อให้สารน้ำทางหลอดเลือดดำแทน

              นอกจากการป้องกันและรักษาภาวะขาดน้ำแล้ว หากผู้ป่วยมีอาการอย่างอื่นรวมด้วยเช่น อาเจียนก็จำเป็นต้องใช้ยาต้านอาเจียน หรือหากมีอาการปวดบิดปวดเกร็งก็จะใช้ยาต้านอาการหดเกร็งของกล้ามเนื้อ แต่ทั้งนี้ไม่ควรใช้ยาหยุดถ่ายหรือยาหยุดการเคลื่อนไหวของลำไส้ เนื่องจากอาการท้องเสียจะเป็นการตอบสนองของร่างกายเมื่อมีสิ่งแปลกปลอมหรือสิ่งที่เป็นพิษต่อร่างกายเข้าไปในทางเดินอาหาร ร่างกายจึงเพิ่มการบีบตัวของลำไส้เพื่อขับไล่สิ่งแปลกปลอมเหล่านั้นออกมาข้างนอก ซึ่งปกติอาการจะค่อยๆดีขึ้นและหายไปได้เมื่อสิ่งแปลกปลอมเหล่านั้นหมดไป หากมีการใช้ยาหยุดถ่ายก็จะทำให้สิ่งแปลกปลอมหรือสิ่งเป็นพิษเหล่านั้นค้างอยู่ในลำไส้นานขึ้นและทำให้เกิดพิษหรืออันตรายต่อร่างกายมากขึ้น และที่สำคัญคือภาวะท้องเสียไม่จำเป็นต้องใช้ยาฆ่าเชื้อแบคทีเรียหรือยาปฏิชีวนะเสมอไป จะมีเฉพาะบางกรณีเท่านั้น หากเกิดภาวะท้องเสียที่ไม่จำเป็นต้องใช้ยาปฏิชีวนะแล้วมีการใช้ยาอาจจะทำให้อาการท้องเสียเป็นนานขึ้นได้จากยาปฏิชีวนะที่รับประทานเข้าไปได้  หากเกิดอาการท้องเสียแล้วแก้ไขเบื้องต้นด้วยตัวเองแล้วอาการไม่ดีขึ้นให้รีบไปพบแพทย์เพื่อการตรวจวินิจฉัยและรักษาให้ถูกวิธีนะคะ แล้วพบกันใหม่บทความหน้าค่ะ

                                                                        เรียบเรียงโดย

เภสัชหญิงเอมมิกา กุลกุศล

                                                                        วันที่ 14 ธันวาคม 2561

 

เอกสารอ้างอิง

  1. Medline plus, Drug-induced Diarrhea, View 10 Dec 2018,https://medlineplus.gov/ency/article/000293.htm
  2. นศภ.ณัชชา อรัชพรม หน่วยคลังข้อมูลยา คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล, View 10 Dec 2018, https://www.pharmacy.mahidol.ac.th/dic/knowledge_full.php?id=2   
  3. สมาคมกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย, แนวทางการรักษาโรคอุจาระร่วงเฉียบพลัน, View 11 Dec 2018, http://www.thaipediatrics.org/Media/media-20161222110358.pdf
  4. กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ร่วมกับสมาคมแพทย์ระบบทางเดินอาหารแห่งประเทศไทย, แนวทางการดูแลรักษาผู้ป่วยโรคอุจจาระร่วงเฉียบพลันในผู้ใหญ่, View 13 Dec 2018, http://www.gastrothai.net/source/content-file/11.guideline%20Diarrhea%201.pdf