โรคเก๊าว์วัยเก๋าควรรู้

 ยาตามกลุ่มโรคและอาการ  โรคกระดูกและข้อ 

โรคเก๊าต์

โรคเกาต์เป็นอาการที่พบบ่อยที่สุดของโรคข้ออักเสบ  ซึ่งอาการของโรคมีลักษณะความผิดปกติของไขข้อที่เกิดการอักเสบเฉียบพลัน อาจแสดงอาการ ปวด บวม แดง ร้อน  ตามไขข้อต่างๆ  ข้อที่ปวดสามารถพบได้ทุกข้อ ส่วนมากมักพบที่ข้อนิ้วหัวแม่เท้า(นิ้วโป้ง)  ข้อเท้า  ข้อเข่า ข้อมือ  และข้อศอก  โดยเฉพาะนิ้วโป้งเป็นข้อที่พบได้บ่อยที่สุด  อาการปวดข้อมักปวดข้อเดียวแต่ก็สามารถปวดหลายข้อพร้อมๆกันได้ โดยส่วนมากมักปวดตอนกลางคืนอาการปวดมักจะเป็นมากขึ้นเรื่อยๆ  ซึ่งอาการปวดมักเป็นๆหายๆและอาจพัฒนาเป็นอาการเรื้อรังจากการสะสมของผลึกเกลือโมโนโซเดียมยูเรต (monosodium urate crystal) และอาจกลายเป็นก้อนในเนื้อเยื่อข้อต่อกระดูกอ่อนต่าง ๆ ทำให้เกิดภาวะข้อต่อกระดูกเป็นก้อนผิดรูปได้

สาเหตุที่ทำให้อาการของโรคเก๊าต์กำเริบ

1.           การรับประทานอาหารที่มีสารพูรีนสูง(purine)                     

2.           การดื่มเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมแอลกอฮอล์โดยเฉพาะเบียร์

3.           ความเครียด

4.           ระดับกรดยูริกในเลือดสูงกว่าปกติ       

  • เพศชายมีระดับกรดยูริกในเลือดสูงกว่า 7 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร 
  • เพศหญิงมีระดับกรดยูริกในเลือดสูงกว่า 6 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร

5.           ยาที่ใช้รับประทานเพื่อรักษา หรือบรรเทาอาการของโรคบางชนิด

  • ยาขับปัสสาวะลดความดันโลหิตสูงบางชนิด เช่น กลุ่มยาขับปัสสาวะไทอะไซด์ (Thiazide diuretic) ได้แก่ ไฮโดรคลอโรไธอะไซด์ (Hydrochlorothiazide)
  • ยาแก้ปวด เช่น แอสไพริน (aspirin)
  • ยาลดไขมันในเส้นเลือด เช่น ไนอาซิน หรือวิตามินบี 3  (niacin)

6.           โรคเรื้อรังบางชนิด

  • โรคความดันโลหิตสูง
  • โรคอ้วน
  • โรคไขมันในเลือดสูง
  • โรคหัวใจ
  • โรคเบาหวาน
  • โรคไตวายเรื้อรัง
  • โรคมะเร็ง
  • โรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว (ลูคีเมีย)
  • โรคสะเก็ดเงินการ

7.           ได้รับอุบัติเหตุที่ข้อ

8.           การสัมผัสที่ร้อนและภาวะร่างกายขาดน้ำเช่นผู้ที่ลดน้ำหนักเร็วเกินไป

 

อาหารที่ต้องระวังในผู้ป่วยเก๊าต์/ปริมาณที่สามารถทานได้

ผู้ที่มีภาวะโรคเก๊าต์ควรเริ่มจากการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเกี่ยวกับอาหารและเครื่องดื่มโดยเฉพาะลดการรับประทานอาหารที่มีสารพูรีน (purine) ซึ่งสามารถพิจารณาเลือกรับประทานหรือหลีกเลี่ยงได้ดังนี้

  • กลุ่มอาหารที่มีปริมาณสารพูรีนสูงมาก (ปริมาณ 100 กรัมให้สารพูรีนมากว่า 300 มิลลิกรัม) เป็นไปได้ควรหลีกเลี่ยง

  • กลุ่มอาหารที่มีปริมาณสารพูรีนสูง (ปริมาณ 100 กรัมให้สารพูรีนมากว่า 200-300 มิลลิกรัม)  เป็นไปได้ควรหลีกเลี่ยง

 

  • กลุ่มอาหารที่มีปริมาณสารพูรีนปานกลาง (ปริมาณ 100 กรัมให้สารพูรีนมากว่า 100- 200 มิลลิกรัม) ควรหลีกเลี่ยงหรือจำกัดปริมาณการรับประทาน

 

  • กลุ่มอาหารที่มีปริมาณสารพูรีนต่ำ (ปริมาณ 100 กรัมให้สารพูรีนมากกว่า 50-100มิลลิกรัม) รับประทานได้แต่ควรจำกัดปริมาณ

                            

  • กลุ่มอาหารที่มีปริมาณสารพูรีนต่ำมาก (ปริมาณ 100 กรัมให้สารพูรีนน้อยกว่า 50มิลลิกรัม) รับประทานได้แต่ควรจำกัดปริมาณ

 

  • กลุ่มอาหารที่มีข้อมูลสนับสนุนว่าช่วยลดอาการกำเริบของโรคเก๊าต์
  • ผลไม้ที่อุดมไปด้วยสารแอนโธไซยานิน (anthocyanins) เช่น เชอร์รี่หรือเชอรี่สกัด กล้วย สตรอเบอร์รี่
  • นมผงที่อุดมด้วยคุณค่าทางโภชนาการไกรโคมาโครเปปไทด์ (glycomacropeptide) และผลิตภัณฑ์จากนมพร่องมันเนย 
  • กรดไขมันโอเมก้า-3  (Omega-3 fatty acid)
  • การรับประทานวิตามินซี 500 มิลลิกรัมต่อวันจะช่วยลดระดับกรดยูริกในเลือดลงได้

อย่างไรก็ตามการตอบสนองของร่างกายต่อการเผาผลาญอาหารของแต่ละบุคคลมีความแตกต่างกันไปตามพันธุกรรมที่ติดตัวมา  ฉะนั้นข้อมูลเบื้องต้นเป็นเพียงทางเลือกสำหรับการเลือกบริโภคอาหาร  เพื่อลดความเสี่ยงต่อการกำเริบของอาการโรคเก๊าต์

 

อาการที่ต้องรีบไปพบแพทย์

  • อาการปวดไม่ลดลงภายใน 1 อาทิตย์
  • รับประทานยาแก้ปวดแล้วอาการไม่ดีขึ้น
  • มีลักษณะก้อนที่ไขข้อโตผิดรูป

 

       เรียบเรียงโดย

ภก.กุญชร    เหรียญทอง

23 ตุลาคม 2561

 

เอกสารอ้างอิง

1.           Singh J.A.,  Reddy S.G. and  Kundukulam J. Risk Factors for Gout and Prevention: A Systematic Review of the Literature. Curr Opin Rheumatol. 2011 Mar; 23(2): 192–202.

2.           สมาคมรูมาติสซั่มแห่งประเทศไทย. แนวทางเวชปฏิบัติการดูแลรักษาโรคเกาต์.   พ.ศ. 2555.

3.           Torralba KD, De Jesus E, Rachabattula S. The interplay between diet, urate transporters and the risk for gout and hyperuricemia: current and future directions..Int J Rheum Dis. 2012 Dec;15(6):499-506.

4.           Beyl RN Jr., Hughes L. and Morgan S.Update on Importance of Diet in Gout. Am J Med. 2016 Nov;129(11):1153-1158.

5.           Teng GG, Pan A, Yuan JM. and Koh WP. Food Sources of Protein and Risk of Incident Gout in the Singapore Chinese Health Study. Arthritis Rheumatol. 2015 Jul;67(7):1933-42.

6.           Abhishek A. and Doherty M. Education and non-pharmacological approaches for gout. Rheumatology (Oxford). 2018 Jan 1;57(suppl_1):i51-i58.

7.           Nielsen SM., Zobbe K., Kristensen LE. And Christensen R. Nutritional recommendations for gout: An update from clinical epidemiology. Autoimmun Rev. 2018 Sep 10. pii: S1568-9972(18)30209-X.

8.           Kaneko K, Aoyagi Y, Fukuuchi T, Inazawa K. and Yamaoka N.  Total purine and purine base content of common foodstuffs for facilitating nutritional therapy for gout and hyperuricemia. Biol Pharm Bull. 2014;37(5):709-21.

9.       DINESH K., JOHN D.F., PUJA P.K., SANGMEE B. and MANJIT K.S.(2012). 2012 American College of Rheumatology Guidelines for Management of Gout. Part 1:Systematic Nonpharmacologic and Pharmacologic Therapeutic Approaches to Hyperuricemia.Retrived Oct 19, 2018, from: https://www.rheumatology.org/Practice-Quality/Clinical-Support/Clinical-Practice-Guidelines/Gout.