ยาที่สามารถใช้ได้ในนักกีฬา

 ยาตามกลุ่มโรคและอาการ 

       “กีฬา กีฬา เป็นยาวิเศษ...” ด้วยความที่ช่วงนี้มีการแข่งขันกีฬาแห่งชาติ ครั้งที่ 46 หรือที่หลายๆคนได้ยินการประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อต่างๆในชื่อ "เจียงฮายเกมส์" โดยปีนี้จังหวัดเชียงรายเป็นเจ้าภาพการแข่งขัน ซึ่งเป็นการแข่งขันกีฬาหลากหลายประเภททั้งกีฬาในร่ม กลางแจ้ง บนบก ในน้ำ ประเภทเดี่ยว ประเภททีม โดยแต่ละจังหวัดก็จะส่งตัวแทนนักกีฬามาเข้าร่วมการแข่งขัน  สำหรับท่านที่เป็นแฟนกีฬาอยู่แล้วคงจะทราบกันดีและหลายๆท่านคงเตรียมความพร้อมที่จะมาชมมาเชียร์กีฬากัน ไม่ว่าจะเป็นการถ่ายทอดสดทางโทรทัศน์หรือสื่อโซเซียลมีเดียอื่นๆ หรือจะเดินทางมาชมสดๆ ที่เชียงรายพร้อมมาสัมผัสอากาศหนาวที่เมืองเหนือก็ย่อมได้ ไหนๆก็เป็นช่วงแข่งขันกีฬาแล้วเพื่อให้เข้ากับบรรยากาศการแข่งขันกีฬา วันนี้ทางยาแอนด์ยูขอนำเสนอบทความเกี่ยวกับยาหรือสารที่ห้ามใช้ในนักกีฬา ผลเสียที่จะเกิดขึ้นหากมีการใช้ยาหรือสารเหล่านั้น และยาที่นักกีฬาสามารถใช้ได้หากเกิดการเจ็บป่วย

หลายๆท่านน่าจะเคยได้ยินข่าวนักกีฬาระดับระดับโลกใช้ยาโด๊ปก่อนแข่งขัน หรือทั้งในช่วงการแข่งขัน แล้วคณะกรรมการตรวจพบ เป็นผลให้ถูกแบนจากการแข่งขัน บางรายถูกริบเหรียญรางวัล บางรายถึงกับหมดอนาคตทางกีฬา เคยสงสัยไหมคะว่าทำไมต้องห้ามไม่ให้ใช้ยาโด๊ปหรือยากระตุ้น ทั้งๆที่ฟังจากชื่อแล้วเหมือนจะช่วยให้นักกีฬามีแรงฮึดสู้  โดยเหตุผลหลักๆที่ต้องห้ามใช้ก็เพื่อความปลอดภัยของตัวนักกีฬาเอง ซึ่งจะปลอดภัยอย่างไรนั้น เดี๋ยวจะชี้แจงให้ทุกท่านทราบอีกครั้งหนึ่งค่ะ และลำดับต่อมาคือ เพื่อความเป็นธรรมในการแข่งขันกีฬาและทำให้การแข่งขันกีฬานั้นมีมาตรฐานและเป็นที่ยอมรับในระดับสากล

สำหรับสารต้องห้ามทางการกีฬานั้น จะมีองค์กรต่อต้านการใช้สารต้องห้ามโลก (WADA) ดูแลและกำหนดรายการสารต้องห้ามอยู่  โดยประเทศไทยก็ได้ลงนามรับรองปฏิญญาโคเปนเฮเกนกับองค์กรนี้ด้วย ซึ่งสารต้องห้ามจะถูกแบ่งออกเป็นหลายกลุ่มด้วยกัน เริ่มตั้งแต่กลุ่มที่ยังไม่ได้ผ่านการรับรอง ก็คือยังไม่ได้ขึ้นทะเบียนกับ อย. แต่ว่ามีโครงสร้างหรือลักษณะคล้ายสารต้องห้ามที่ประกาศไว้ก็จะถือว่าเป็นสารต้องห้าม และมีสารกลุ่มอื่นๆอีกมากมาย ดังบทความยาที่ห้ามใช้ในนักกีฬา แต่หากนักกีฬาเกิดอาการเจ็บป่วยทั่วไปก็ยังสามารถใช้ยาได้อีกหลายกลุ่ม เช่น

  1. ยาแก้ปวดลดไข้ สามารถใช้พาราเซตามอลได้
  2. ยาแก้แพ้ ลดน้ำมูก แก้คัน สามารถใช้ได้ทุกชนิดที่ไม่มีส่วนผสมของ Pseudoephedrine และ phenylephrine
  3. ยาขับเสมหะ แก้ไอ ละลายเสมหะ สามารถใช้ได้ทุกชนิดที่ไม่มีส่วนผสมของฝิ่นหรืออนุพันธ์ฝิ่น (Opium) หรือ Codeine
  4. ยาแก้หอบหืด ขยายหลอดลม (ปกติโรคหอบหืดควรไปพบแพทย์มากกว่าจะหาซื้อยาใช้เอง) ใช้ได้เฉพาะแบบพ่น  ถ้าใช้รูปแบบอื่นต้องมีใบรับรองจากแพทย์และเขียนใบอนุญาตการใช้สารต้องห้ามเพื่อการรักษาให้คณะกรรมการก่อนเข้าร่วมแข่งขันอย่างน้อย 30 วัน
  5. ยาปฏิชีวนะ ใช้ได้ทุกชนิด ทุกรูปแบบ ยกเว้นครีมทาผิวหนังที่มีส่วนผสมของ Prednisolone
  6. ยาคลายกล้ามเนื้อ ยาลดอาการปวดอักเสบของข้อและกล้ามเนื้อ ใช้ได้ทุกชนิด ยกเว้น Probenecid 
  7. ยากลุ่มกลูโคคอร์ติโคสเตียรอยด์ ใช้ได้เฉพาะรูปแบบทาผิวหนังที่ไม่มี Prednisolone ยาหยอดหู ยาหยอดตา
  8. ยาลดกรด ยาเคลือบแผลในกระเพาะอาหาร ยาขับลม ยาลดอาการปวดท้อง ท้องอืดท้องเฟ้อ ยาระบายใช้ได้ทุกชนิด
  9. ยาฆ่าเชื้อรา ใช้ได้ทุกชนิด
  10. ยาเลื่อนประจำเดือนใช้ได้ทุกชนิด

              หากอ่านมาถึงตรงนี้ คงพอจะเห็นได้ว่า ความจริงแล้วยาที่ใช้รักษาอาการเจ็บป่วยที่พบได้บ่อย นักกีฬาก็สามารถใช้ได้แบบสบายหายห่วง แต่อย่างไรก็ดี ทั้งนักกีฬา ผู้ฝึกสอน หรือครอบครัวนักกีฬาก็ต้องระวังการใช้ยาที่ไม่ทราบส่วนประกอบทางวิทยาศาสตร์หรือยาที่ไม่มีฉลากกำกับอยู่ อย่างเช่น ยาชุด ยาหม้อ ยาสมุนไพร หรืออาหารเสริมที่ไม่ทราบส่วนผสมหรือไม่มีเลข อย. ทางที่ดีเมื่อเจ็บป่วยทุกครั้งควรปรึกษาแพทย์ เภสัชกรหรือเจ้าหน้าที่ควบคุมสารต้องห้ามก่อนการใช้ยาค่ะ ด้วยความห่วงใยจากเภสัชกรตัวน้อย แล้วพบกันใหม่บทความหน้านะคะ

เอกสารอ้างอิง

  1. สำนักงานควบคุมการใช้สารต้องห้ามทางการกีฬา การกีฬาแห่งประเทศไทย, ทำเนียบและความรู้สารต้องห้ามทางการกีฬา 2561, View 16 Nov 2018,< https://thailandpga.or.th/wp-content/uploads/2018/08/ทำเนียบและความรู้สารต้องห้ามทางการกีฬา-2561.pdf>
  2. U.S. Anti-Doping Agency, Effect of Performance Enhancing drugs, View 17 Nov 2018, <https://www.usada.org/substances/effects-of-performance-enhancing-drugs/>
  3. สำนักงานควบคุมการใช้สารต้องห้ามทางการกีฬา การกีฬาแห่งประเทศไทย, ยาที่ใช้ได้ ยาที่ห้ามใช้, View 18 Nov 2018, https://thailandpga.or.th/wp-content/uploads/2018/08/ยาที่ใช้ได้-ยาที่ห้ามใช้.pdf
  4. ไทยรัฐออนไลน์, สะเทือนวงการ! ย้อนรอย นักกีฬาฉาว โด๊ปยาอนาคตดิ่งเหว, View 16 Nov 2018, <https://www.thairath.co.th/content/591434>

เรียบเรียงโดย

เภสัชกรหญิงเอมมิกา กุลกุศล

20 พ.ย. 2561