ยาที่ทำให้เกิดท้องผูก

 ยาตามกลุ่มโรคและอาการ  โรคและอาการที่เกิดจากยา  โรคระบบทางเดินอาหาร 

ยาที่ทำให้เกิดท้องผูก

              เคยเป็นไหมคะ? อยู่ดีๆก็ถ่ายยาก อยู่ดีๆก็ไม่อยากถ่าย  บางท่านอาจมีอาการแค่วันเดียวก็รู้สึกว่าร่างกายผิดปกติ บางท่านมีอาการต่อเนื่องติดกันหลายวัน บางท่านคิดว่าตัวเองมีปัญหาท้องผูก แต่ความเป็นจริงแล้วจะมีสักกี่คนที่มีปัญหาท้องผูกจริงๆ ซึ่งวันนี้ทางยาแอนด์ยูจะพาทุกท่านมารู้จักกับความหมายของภาวะท้องผูกที่ใช้ในทางการแพทย์ในปัจจุบัน สาเหตุที่ทำให้ท้องผูก การปฏิบัติตัวเบื้องต้นเมื่อเกิดอาการท้องผูก และอาการที่ควรไปพบแพทย์ 

              มาเริ่มกันด้วยอาการที่แพทย์จะใช้ในการวินิจฉัยภาวะท้องผูก ซึ่งโดยทั่วไปแล้วภาวะท้องผูกจะหมายถึงความผิดปกติของความถี่และความลำบากในการขับถ่ายหากมีอาการที่จะกล่าวต่อไปนี้ตั้งแต่ 2 อาการขึ้นไปและเป็นติดต่อกันมานานกว่า 3 เดือน โดยเริ่มมีอาการครั้งแรกมานานกว่า 6 เดิอน ก็จะถือว่ามีปัญหาท้องผูก ซึ่งอาการจะมีดังต่อไปนี้

  1. ถ่ายอุจจาระน้อยกว่า 3 ครั้งต่อสัปดาห์
  2. ต้องใช้แรงเบ่งมากกว่าปกติถึงจะถ่ายออกมาได้
  3. อุจจาระมีลักษณะแข็ง
  4. รู้สึกเหมือนถ่ายอุจจาระไม่สุด
  5. รู้สึกเหมือนมีอะไรอุดกั้นตรงทวารหนักทำให้ถ่ายไม่ออก
  6. ต้องใช้นิ้วมือช่วยในการถ่ายอุจจาระ

หลังจากที่ทราบถึงเกณฑ์การวินิจฉัยภาวะท้องผูกแล้ว สิ่งที่เราควรรู้เพิ่มเติมคือมีสิ่งใดบ้างที่ทำให้เกิดภาวะท้องผูกขึ้นได้ เพื่อที่จะได้จัดการปัญหาให้ตรงจุด ซึ่งภาวะท้องผูกนั้นเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุไม่ว่าจะเป็นภาวะการเจ็บป่วย เช่น โรคเบาหวาน, โรคต่อมไทรอยด์ทำงานน้อยผิดปกติ, ภาวะแคลเซียมในเลือดสูง หรือโรคพาร์กินสันที่เกิดจากความผิดปกติของระบบประสาท นอกจากนี้ยังมีโรคความผิดปกติทางลำไส้หรือทางเดินอาหารอื่นๆที่ทำให้เกิดท้องผูกได้เช่นกัน และนอกจากภาวะเจ็บป่วยแล้ว พฤติกรรมการใช้ชีวิตก็มีผลทำให้ท้องผูกได้ อย่างเช่น ผู้ป่วยเคลื่อนไหวน้อยหรือไม่ได้ออกกำลังกาย รับประทานอาหารที่เส้นใยน้อย ดื่มน้ำน้อย หรือมีนิสัยการขับถ่ายที่ไม่ดี และอีกสิ่งหนึ่งที่ถือว่าเป็นสาเหตุสำคัญสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดท้องผูกได้ นั่นก็คือยาในการรักษาโรค ซึ่งอาการท้องผูกจากยาจะเกิดขึ้นเมื่อใช้ยาในขนาดที่ใช้ในการรักษาโรคนั้นๆ และอาการท้องผูกมักจะสัมพันธ์กับขนาดยาที่ได้รับ โดยกลุ่มยาที่มีรายงานว่าทำให้เกิดภาวะท้องผูกได้ มีดังนี้

  1. ยาบรรเทาปวด มีทั้งยากลุ่มอนุพันธ์ของฝิ่น เช่น morphine, codeine  และยากลุ่มต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs) ที่มีการใช้กันอย่างแพร่หลายในการรักษาอาการปวดกล้ามเนื้อ เช่น ibuprofen, diclofenac
  2. ยาที่มีฤทธิ์ anticholinergic ยากลุ่มนี้เป็นกลุ่มใหญ่ที่ใช้รักษาหลายโรคไม่ว่าจะเป็น ยาต้านซึมเศร้า เช่น amitriptyline, fluoxetine, ยารักษาโรคจิตเภท เช่น chlopromazine thioridazine clozapine haloperidol, ยารักษาโรคพาร์กินสัน เช่น benzatropine bromocriptine, ยาต้านฮิสตามีนหรือที่เรามักคุ้นหูในชื่อยาแก้แพ้ เช่น diphenhydramine brompheniramine chlorpheniramine, ยาต้านการหดเกร็งกล้ามเนื้อ เช่น Dicyclomine mebeverine
  3. ยาที่ใช้รักษาโรคลมชัก เช่น phenobarbital, phenytoin, carbamazepine, Valproate
  4. ยาลดกรดที่มีส่วนผสมของแคลเซียมและอะลูมิเนียม เช่น aluminium hydroxide calcium carbonate ซึ่งยาลดกรดเหล่านี้มักผสมด้วย magnesium hydroxide เพื่อช่วยลดการเกิดภาวะท้องผูก เนื่องจากแมกนีเซียมมีฤทธิ์เป็นยาระบาย นอกจากนี้ยังมียาที่ใช้ลดกรดและรักษาท้องเสียที่มีส่วนผสมของ bismuth ก็ทำให้เกิดทัองผูกได้เช่นกัน
  5. ยาที่มีธาตุเหล็ก เช่น ferrous sulphate
  6. ยาเคมีบำบัด เช่น vincristine vinblastin cyclophosphamide
  7. ยารักษาโรคความดันโลหิตสูง เช่น verapamil nifedipine furozemide clonidine atenolol
  8. ยารักษาโรคหัวใจเต้นผิดจังหวะ เช่น amiodarone
  9. ยาเรซิ่นดักจับกรดน้ำดี เช่น colestyramine colestipol
  10. ยาต้านตัวรับซีโรโทนิน เช่น ondansetron ซึ่งเป็นยาที่ใช้ในการรักษาและป้องกันอาการอาเจียน
  11. ยาระบาย เช่น การใช้ยาระบายชนิดกระตุ้นลำไส้ที่นานเกินทำให้ลำไส้สูญเสียความสามารถในการเคลื่อนไหวหรือการบีบตัว-คลายตัว  หรือการใช้ยาระบายชนิดกากใยที่เยอะเกินแล้วดื่มน้ำไม่เพียงพอ

 โดยส่วนใหญ่ยาเหล่านี้จะมีกลไกที่ทำให้เกิดภาวะท้องผูกได้ผ่าน 2 กลไกใหญ่ๆคือ ลดการเคลื่อนไหวหรือการบีบตัวของลำไส้ และเพิ่มการดูดซึมน้ำและเกลือแร่จากลำไส้ มีผลทำให้อุจจาระอยู่ในทางเดินอาหารนานขึ้นและอุจจาระแข็งขึ้น

เมื่อเกิดภาวะท้องผูก สิ่งที่ควรปฏิบัติเบื้องต้นเพื่อลดความรุนแรงหรือบรรเทาภาวะท้องผูกก็คือ

  1. รับประทานอาหารที่มีเส้นใยอาหารสูง เช่น ผักใบเขียว ลูกพรุน มะเดื่อฝรั่ง ผลกีวี
  2. ดื่มน้ำและเกลือแร่ให้เพียงพอ เนื่องจากหากร่างกายขาดน้ำและเกลือแร่จะเพิ่มการดูดกลับน้ำและเกลือแร่จากลำไส้ ทำให้อุจจาระแข็งขึ้น
  3. เพิ่มการเคลื่อนไหวร่างกาย หรือออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
  4. ฝึกวินัยในการขับถ่าย และตอบสนองกับความรู้สึกอยากถ่ายครั้งแรกในทันที หมายถึงถ้ารู้สึกอยากถ่ายอุจจาระควรรีบไปขับถ่ายอุจจาระ เพราะถ้าหากกลั้นไว้หรือเมินเฉย สัญญาณขับถ่ายที่ร่างกายส่งมาในครั้งต่อๆไปจะอ่อนลง

แต่ถ้าหากท่านมีอาการท้องผูกและมีอาการดังต่อไปนี้ร่วมด้วย ควรรีบไปแพทย์ เช่น

  1. มีภาวะซีดจากการขาดธาตุเหล็ก
  2. 2.ถ่ายอุจจาระเป็นเลือด
  3. น้ำหนักลดผิดปกติโดยไม่ทราบสาเหตุ
  4. มีอายุตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไป
  5. มีประวัติคนในครอบครัวเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่
  6. ท้องผูกร่วมกับมีอาการปวดท้องมาก อึดอัดแน่นท้อง คลื่นไส้อาเจียน
  7. ท้องผูกรบกวนมาก รับประทานยาระบายแล้วไม่ดีขึ้น

              มาถึงตรงนี้แล้วหลายๆท่านคงกังวลว่าจะเกิดอาการท้องผูกไหม ยาที่รับประทานอยู่จะทำให้ท้องผูกไหม หรือกังวลใจว่ายาที่ใช้อยู่มีรายงานว่าทำให้ท้องผูกจะหยุดรับประทานยาดีไหม  ซึ่งทางผู้เขียนขอบอกไว้ตรงนี้เลยว่ายารักษาโรคเรื้อรังที่แพทย์สั่งจ่ายนั้นไม่ควรหยุดรับประทานหรือปรับขนาดยาเองโดยไม่มีคำสั่งจากแพทย์ หากรับประทานแล้วเกิดอาการที่ผิดปกติ โดยเป็นผลที่สอดคล้องกับการรับประทานยาให้ท่านปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร เพื่อหาแนวทางแก้ไขปัญหาร่วมกันเพื่อให้ได้รับการรักษาที่ดีและปลอดภัย แล้วพบกันใหม่บทความหน้านะคะ

                                                                                 

เอกสารอ้างอิง

1.รศ.นพ. สุเทพ กลชาญวิทย์. ท้องผูก(Constipation). สมาคมประสาททางเดินอาหารและการเคลื่อนไหว(ไทย). View 7 Nov 2018. <http://www.thaimotility.or.th/files/10.%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B8%B2%E0%B8%97%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%9C%E0%B8%B9%E0%B8%81.pdf>

2. Branch RL. and Butt TF, "Drug-induced constipation",Adverse drug reaction bulletin, 2009 August; 257:987-990. View 10 Nov 2018. <https://journals.lww.com/adversedrugreactbull/Abstract/2009/08000/Drug_induced_constipation.1.aspx>

3. ผศ.นพ. ชัยเลิศ พงษ์นริศร. ภาวะท้องผูก ใครว่าแก้ไม่ได้?. View 7 Nov 2018. <http://sriphat.med.cmu.ac.th/th/knowledge-45>

 

                 เรียบเรียงโดย

                                                                        เภสัชกรหญิงเอมมิกา กุลกุศล

                                                                        16 พ.ย. 2561