สัตว์กัด….ต้องได้รับวัคซีนพิษสุนัขบ้าเมื่อไร

 วัคซีน  โรคติดเชื้อ และ โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ 

ทำไมต้องรู้เรื่องโรคพิษสุนัขบ้าและการป้องกัน

                สัตว์ทุกชนิด มีโอกาสนำโรคพิษสุนัขบ้าได้ โอกาสการสัมผัสเชื้อเข้าร่างกายนอกจากการการถูกกัดแล้ว ยังรวมถึงการข่วน หรือน้ำลายกระเด็นเข้าบาดแผลหรือผิวหนังที่มีรอยถลอกหรือถูกเลียที่เยื่อบุปาก จมูก ตา หรือกินอาหารดิบที่ปรุงจากสัตว์ หรือผลิตภัณฑ์จากสัตว์ที่เป็นโรคพิษสุนัขบ้า อีกด้วย

                เชื้อโรคนี้ยังไม่มียารักษาให้หายขาด อันตรายถึงชีวิตได้หากไม่ได้รับการรักษาดูแลที่เหมาะสม ดังนั้นต้องป้องกันดีที่สุด กรณีมีการสัมผัสกับสัตว์ต่างๆแล้ว แต่ไม่แน่ใจว่าสัตว์มีเชื้อพิษสุนัขบ้าไหม ซึ่งเมื่อท่านทราบว่ากลุ่มใดต้องได้รับวัคซีนให้เร็วที่สุด ท่านจะป้องกันเชื้อโรคพิษสุนัขบ้าให้เร็วและเหมาะสมที่สุดนั้นเอง ดังรายละเอียดด้านตารางต่อไปนี้

เมื่อไรต้องรีบไปรับวัคซีน (Rabies vaccine)

                แบ่งเป็น 3 กลุ่มให้เข้าใจง่ายๆ ตามความจำเป็นต้องได้รับวัคซีนและการรักษา

 

กลุ่มที่ ลักษณะการสัมผัส การปฏิบัติ
กลุ่ม 1 ไม่มีความเสี่ยงติดเชื้อ ไม่ต้องฉีดวัคซีน

เราจับตัวสัตว์ ป้อนน้ำ ป้อนอาหาร โดยผิวหนังเราไม่มีแผลหรือรอยถลอก

ถูกเลีย สัมผัสน้ำลายหรือเลือดสัตว์ โดยผิวหนังของเราไม่มีรอยแผลหรือรอยถลอก

ล้างผิวหนังเราด้วยน้ำสบู่ให้สะอาด ไม่ต้องฉีดวัคซีน

กลุ่ม 2 กลุ่มที่ต้องฉีดวัคซีนทันที

ต้องไปพบแพทย์ทันทีเพื่อพิจารณาการฉีดวัคซีน

(แม้ว่าจะมีประวัติเคยได้รับวัคซีนมาก่อนหรือไม่ก็ตาม)

การสัมผัส

- น้ำลายหรือสารคัดหลั่ง เช่น น้ำมูก น้ำตา น้ำลายของสัตว์ สัมผัสผิวหนังของเราที่มีรอยถลอก รอยข่วน รอยช้ำ หรือแผล ที่ไม่มีเลือดออกหรือมีเลือดออก็ตาม หรือถูกจนผิวหนังเราทะลุ ไม่ว่าจะเป็นส่วนไหนของร่างกายก็ตาม จะเป็นแผลเดียวหรือหลายแผล แผลเล็กหรือแผลใหญ่ก็ตาม หรือถูกเยื่อบุตา ปาก จมูกของเรา

- กินอาหารดิบที่ปรุงจากสัตว์ที่เป็นโรคพิษสุนัขบ้าหรือผลิตภัณฑ์จากสัตว์ที่เป็นโรคพิษสุนัขบ้า

 

ในสัตว์ที่มีลักษณะดังข้อใดข้อหนึ่งต่อไปนี้

- สัตว์เลี้ยงที่ไม่ได้ดูแลรั้วรอบขอบชิด หรือ

- สัตว์เลี้ยงที่ฉีดวัคซีนป้องกันพิษสุนัขบ้า ไม่ได้ฉีดทุกปี หรือฉีดน้อยกว่า 2 ครั้ง และ ฉีดครั้งสุดท้ายเกิน 1 ปี หรือ

- ลักษณะสัตว์เปลี่ยนไป เช่น จากเดิมไม่เคยกัดใคร เปลี่ยนมากัดทั้งคนที่รู้จักและไม่รู้จัก หรือสัตว์มีอาการป่วย

- สัตว์ที่หนีหายไป สัตว์ป่า หรือหนู สัตว์ตาย

- ล้างทำความสะอาดแผลด้วยน้ำและสบู่ให้สะอาด

- พิจารณาการฉีดวัคซีน ให้เร็วที่สุด ในบางรายแพทย์พิจารณาให้เซรุ่มป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าร่วมด้วย

- ติดตามสัตว์ (หากเป็นสัตว์ที่ติดตามได้)  10 วัน หากสัตว์ปกติ ให้หยุดฉีดวัคซีนในผู้สัมผัสได้

หากสัตว์ที่กัดหรือสัมผัส เป็นสัตว์ป่า หรือไม่สามารถติดตามสัตว์ ให้ฉีดจนครบคอร์สการรักษา

กลุ่มที่ 3

พบแพทย์และติดตามอาการสัตว์

ติดตามอาการสัตว์  10 วัน หากมีอาการสัตว์ป่วย ให้นำสัตว์ตรวจและให้คนเริ่มรักษาทันที

การสัมผัสดังข้อ 2

ในสัตว์ที่มีลักษณะทั้ง 3 ข้อ ดังต่อไปนี้

- สัตว์เลี้ยงที่มีการเลี้ยงดูรั้วรอบขอบชิด โอกาสสัมผัสสัตว์อื่น ที่อาจจะเป็นโรคพิษสุนัขบ้าน้อย

- สัตว์กัดมีอาการปกติ แต่การกัดเกิดจากมีเหตุโน้มนำ เช่น การแหย่หรือ สัตว์หวงอาหารหรือลูกอ่อน พยายามแยกสัตว์ที่กำลังสู้กัน

- สัตว์ได้รับวัคซีนสม่ำเสมอประจำปี ทุกปี หรือเคยได้รับการฉีดมาก่อนอย่างน้อย 2 ครั้ง ครั้งสุดท้ายไม่เกิน 1 ปี

- ล้างทำความสะอาดแผลด้วยน้ำและสบู่ให้สะอาด

- พบแพทย์เพื่อทำการรักษาที่เหมาะสม เช่น การฉีดป้องกันบาดทะยัก การรักษาแผล เป็นต้น

- ติดตามอาการสัตว์  10 วันหากมีอาการสัตว์ป่วย ให้นำสัตว์ตรวจและให้คนเริ่มรักษาทันที

การปฐมพยาบาลเบื้องต้นหากสัมผัสเชื้อ มีความสำคัญมากๆ แม้ว่าจะโดนน้ำลายสัตว์เท่านั้นก็ตาม

  1. ล้างด้วยน้ำ ฟอกสบู่หลายๆครั้ง ล้างสบู่ออกให้หมด ถ้าแผลลึก ให้ล้างถึงก้นแผล อย่างน้อย 15 นาที ระวังอย่าให้แผลช้ำ ห้ามใช้ครีมใดๆทา
  2. เช็ดฆ่าเชื้อแผลด้วยน้ำยาโพวิโดนไอโอดีน (povidone iodine)

 

สิ่งที่ควรแจ้งแพทย์หากต้องได้รับวัคซีน

  1. แจ้งแพทย์หากปัจจุบัน ท่านกินยาป้องกันโรคมาลาเรียหรือได้รับยาใดๆอยู่ก็ตาม
  2. แจ้งแพทย์หากมีโรคประจำตัวใดก็ตาม โดยเฉพาะโรคเอชไอวี (HIV) หรือโรคภูมิคุ้มกันบกพร่องอื่นๆ เนื่องจากมีผลต่อการดูแลและวิธีการฉีดวัคซีนที่เหมาะสม

 

ข้อแนะนำการฉีดวัคซีน

  1. มาฉีดวัคซีนตามนัดมีความสำคัญมาก โดยเฉพาะวัคซีนใน 7 วันหลังเริ่มฉีดเข็มแรก เพื่อให้ภูมิคุ้มกันอยู่ในระดับที่สูงป้องกันโรคได้ภายในวันที่ 14 ได้ มิฉะนั้นอาจจะจำเป็นต้องเริ่มฉีดใหม่ในผู้ที่มีโอกาสติดเชื้อโรคพิษสุนัขบ้า แต่หากไม่สามารถมาตามวันนัดได้จริงๆ โปรดแจ้งแพทย์หรือเภสัชกรเพื่อหาวิธีการจัดการให้เหมาะสม
  2. ฉีดวัคซีนในเด็ก ผู้ใหญ่ หญิงตั้งครรภ์ ผู้ป่วยเอชไอวี หรือผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง สามารถฉีดวัคซีนป้องกันพิษสุนัขบ้า ได้อย่างปลอดภัย เนื่องจากเป็นวัคซีนเชื้อตาย แต่ผู้ป่วยเอชไอวี หรือผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง ต้องแจ้งแพทย์และเภสัชกรเพื่อทำการดูแลและวิธีการฉีดวัคซีนที่เหมาะสม
  3. เก็บบัตรฉีดไว้หรือบันทึกในระบบบันทึก
  4. วัคซีนที่ฉีดหลังสัมผัสเชื้อ ท่านจะได้รับการนัดฉีด กรณีครบคอร์สทั้งหมด  4-5 วัน  ขึ้นกับวิธีการฉีด ดังนั้นท่านต้องเก็บบัตรนัดให้ดี ซึ่งจะมีรายละเอียดชนิดที่ฉีด วิธีฉีด และวันนัดฉีด เพื่อให้ทำการฉีดให้เหมาะสมต่อเนื่อง

 

ผู้ที่เคยฉีดวัคซีนมาก่อนแล้ว แล้วจำเป็นต้องฉีดหรือไม่ หากโดนสัตว์กัด

                  - กรณีไม่เคยฉีดวัคซีนมาก่อนหรือฉีดไม่ครบตามคำแนะนำของแพทย์ แพทย์พิจารณาให้ฉีด      ให้ครบถ้วนทั้งหมด และติดตามอาการสัตว์ 10 วัน หากสัตว์ปกติ ให้หยุดการฉีดได้

                 - กรณีที่เคยฉีดครบถ้วนตามคำแนะนำของแพทย์ พิจารณาให้ฉีดกระตุ้นภูมิ 1-2 ครั้ง ขึ้นกับว่าเคยฉีดมาครั้งล่าสุดเมื่อใด

 

อาการที่พบได้หลังฉีดวัคซีน

  1. บางรายมีอาการ ปวดแดง ร้อน คัน หรืออาจจะมีไข้ ปวดศีรษะ อ่อนเพลีย มักหายเองได้หรือให้รักษาตามอาการ
  2. บางรายอาจจะมีอาการได้เช่น ลมพิษ หากมีอาการดังกล่าวโปรดแจ้งแพทย์

 

ผู้ที่ควรฉีดวัคซีนป้องกันโรคล่วงหน้า

                ผู้ที่มีโอกาสสัมผัสเชื้อพิษสุนัขบ้า เช่น สัตวแพทย์ ผู้ทำงานในห้องปฏิบัติการ หรือเดินทางไปถิ่นที่มีโรคพิษสุนัขบ้าชุกชุม หรือผู้ที่ต้องเลี้ยงสุนัขตลอดเวลา หรือ บุรุษไปรษณีย์ เจ้าหน้าที่ไฟฟ้า เป็นต้น

 

เอกสารอ้างอิง