ไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาล 2011-2012

 ไข้หวัดและไข้หวัดใหญ่ 

ไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาล

        ไข้หวัดใหญ่ เป็นโรคที่สามารถนำไปสู่ต้องรักษาตัวในรพ.และการเสียชีวิตได้ ดังนั้นควรดูแลตนเองด้วยขั้นตอนง่ายๆ

3 “ร” ขั้นตอนดังนี้

  1. รับวัคซีนไข้หวัดใหญ่

           ทางข้อมูลจากศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคและควบคุมโรคของสหรัฐอเมริกา (centers for disease control and prevention, CDC) แนะนำให้ควรรับวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ทุกปี โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่มีความเสี่ยงการเกิดอาการแทรกซ้อนจากการติดเชื้อไข้ หวัดใหญ่ นั้นคือ เด็กอายุตั้งแต่ 6 เดือนขึ้นไป, หญิงตั้งครรภ์, ผู้ที่มีโรคประจำตัว ดังนี้ โรคหืด เบาหวาน โรคหัวใจ โรคปอดเรื้อรัง และผู้ที่อายุตั้งแต่ 65 ปีขึ้นไป นอกจากนั้นรวมถึงบุคลากรทางการแพทย์และผู้ใกล้ชิด ดูแลผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่

  2. รักตัวเองและคนรอบข้าง

            ปิดปากจมูกด้วยทิชชูเมื่อไอ จาม และทิ้งทิชชูในถังขยะหลังใช้ลดการแพร่กระจายเชื้อ ล้างมือให้สะอาดด้วยน้ำและสบู่ หากสบู่ไม่มี ให้ใช้แอลกอฮอล์เช็ดมือ หลีกเลี่ยงการสัมผัสตา จมูก ปาก ป้องกันการติดเชื้อไข้หวัดใหญ่ และหลีกเลี่ยงใกล้ชิดหรือคลุกคลีจากผู้ป่วย

  3. รีบไปหาหมอหากมีอาการป่วยไข้หวัดใหญ่

            ถ้าป่วยเป็นไข้หวัดใหญ่ โดยเฉพาะผู้ที่มีความเสี่ยง แนะนำไปพบแพทย์เพื่อที่จะรับยาที่เหมาะสม ไม่ควรซื้อยาทานเอง โดยยาต้านเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่สามารถลดบรรเทาอาการป่วยและลดระยะเวลาการ ป่วย อาจจะลดอาการแทรกซ้อนจากการติดเชื้อไข้หวัดใหญ่ได้ ซึ่งการได้รับยาตั้งแต่ 2 วันแรกของการติดเชื้อ จะให้ประสิทธิภาพที่ดี แต่อย่างไรก็ตามหากเริ่มใช้ยาช้าก็ยังมีประโยชน์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการลดอาการแทรกซ้อนรุนแรงที่พบได้มากในผู้ที่มีความเสี่ยง


ด้วยการระบาดของไข้หวัดใหญ่ ซึ่งได้แก่ไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาลรวมทั้งไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ (H1N1) 2009 ยังคงมีอยู่อย่างต่อเนื่อง

        สำหรับประเทศไทย นับตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2552 เป็นต้นมา มีการระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่ทุกปี โดยช่วงฤดูกาลระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่ได้แก่ฤดูฝนและฤดูหนาว และเมื่อมีกิจกรรมการรวมตัวกันของคนหมู่มากในงานเทศกาลต่าง ๆ  รวมทั้งสถานที่ที่มีผู้คนหนาแน่น  มีความเสี่ยงอย่างยิ่งที่จะทำให้การแพร่กระจายเชื้อเป็นไปได้อย่างรวดเร็ว เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมสำหรับการระบาดในวงกว้าง  ให้สามารถลดการป่วย การเสียชีวิตและผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคมให้ได้ดีที่สุด กระทรวงสาธารณสุขและหน่วยงานทุกภาคส่วน จึงได้เตรียมความพร้อมในมาตรการป้องกันควบคุมโรคและการดูแลผู้ป่วย

เด็กผู้ชายจาม ใช้ผ้าปิดปาก        ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ (H1N1) 2009 เป็นเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ ชนิดเอ ซึ่งเป็นเชื้อไข้หวัดใหญ่ ที่เกิดจากการผสมสารพันธุกรรมของเชื้อไข้หวัดใหญ่ของคน สุกร และนก เชื้ออยู่ในฝอยละอองน้ำมูก โดยเฉพาะในระยะ 1 เมตรในอากาศ น้ำลายของผู้ป่วย มือ พื้นผิวและสิ่งของเครื่องใช้ หากความชื้นต่ำอากาศแห้งและเย็น เชื้อจะอยู่ได้นานขึ้น เป็นโรคที่แพร่ติดต่อจากคนสู่คน เริ่มพบที่ประเทศเม็กซิโกและสหรัฐอเมริกาในปี 2009 ต่อมาแพร่ระบาดไปกับผู้เดินทางไปทั่วโลกภายในเวลาอันรวดเร็ว

        แต่ปัจจุบัน ไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาล มีเชื้อที่ระบาดนอกเหนือจาก influenza A (H1N1) viruses ยังมีอีก 2 ชนิดคือ influenza A (H3N2) viruses และ influenza B viruses ซึ่งองค์การอนามัยโลก (WHO) รวมถึงหน่วยงานของประเทศไทย (Thai National Influenza center) ติดตามและประเมินภาวะการณ์ระบาดในทุกๆปี


ทราบได้อย่างไรว่าเป็นไข้หวัดใหญ่

อาการป่วย
        ผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่ จะเริ่มป่วยหลังจากรับเชื้อประมาณ 1-3 วัน มีไข้สูงมากกว่า 37.8 องศาเมื่อวัดที่ปาก (วัดได้ทั้งวัน) ปวดศีรษะ หนาวสั่น ปวดเมื่อยเนื้อตัว ไอ เจ็บคอ คัดจมูก น้ำมูกไหล อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร บางรายอาจมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน และท้องเสียร่วมด้วย เด็กผู้ชายนอนเป็นไข้

        ผู้ป่วยส่วนใหญ่ (ประมาณ 95%) มีอาการไม่รุนแรง เมื่อทานยาทานอาหารและน้ำ นอนหลับพักผ่อนได้พอเพียง อาการจะทุเลาขึ้นตามลำดับ คือ ไข้ลดลง ไอน้อยลง รับประทานอาหารได้มากขึ้น และหายป่วยภายใน 5-7 วัน โดยไม่ต้องไปรับการรักษาที่โรงพยาบาล และไม่จำเป็นต้องรับยาต้านไวรัส

        ผู้ป่วยน้อยราย (ประมาณ 5%) มีอาการรุนแรง คือ มีไข้สูงไม่ลดลงภายใน 2 วัน (เด็กอาจมีอาการชัก) ไอมากจนเจ็บหน้าอก ไอมีเลือดปน หรือหายใจถี่ หอบ รับประทานอาหารไม่ได้ ซึมอ่อนเพลียมาก หรืออาเจียนมาก


การแพร่ติดต่อ
        เชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ ชนิดเอ (H1N1) ที่เป็นสาเหตุ พบอยู่ในฝอยละอองน้ำมูก และเสมหะของผู้ป่วย เมื่อผู้ป่วยไอจาม ไม่แพร่ในอากาศนานนัก ซึ่งจะนำไปสู่พื้นที่ต่างๆบริเวณนั้นๆ หรือบริเวณใกล้ๆนั้นมีคนอยู่ ก็อาจจะได้รับเชื้อได้

เด็กผู้ชายจาม ไม่ได้ปิดปาก        หากผู้ป่วยใช้มือป้องปากจมูกเวลาไอจาม เชื้อจะติดอยู่ที่มือ และไปปนเปื้อนสิ่งของเครื่องใช้ คนอื่นๆ ที่มาจับต้องสิ่งของเหล่านั้น เช่น ผ้าเช็ดมือ ราวบันได ปุ่มลิฟต์ โทรศัพท์ แป้นคอมพิวเตอร์ แล้วใช้มือมาแคะจมูก ขยี้ตาหรือดื่มน้ำจากแก้วน้ำเดียวกัน หรือรับประทานอาหารร่วมกันกับผู้ป่วยโดยไม่ใช้ช้อนกลาง ก็จะมีโอกาสติดเชื้อได้ ผู้ป่วยจะแพร่เชื้อได้มากสุดในช่วง 3 วันแรกของการป่วย และแพร่เชื้อได้ลดลงเมื่ออาการทุเลาขึ้น ส่วนใหญ่มักแพร่เชื้อได้ไม่เกิน 7 วัน

เหตุผลต้องฉีดวัคซีนป้องกัน (วัคซีน ฉีดเพื่อป้องกัน ไม่ให้เป็นโรค)

        เนื่องจาก โรคไข้หวัดใหญ่ สามารถแพร่กระจายด้วยการไอ จาก และสารคัดหลั่ง (น้ำมูก) และในเด็กมีอัตราการติดเชื้อได้สูง อาการแสดง เช่น ไข้ เจ็บคอ เมื่อยตัว ล้า ไอ ปวดหัว ปวดกล้ามเนื้อ ซึ่งอาการดังกล่าวหากดูเผินๆ เหมือนกับอาการหวัดโดยทั่วไป ซึ่งทำให้เข้าใจคลาดเคลื่อนกับไข้หวัดใหญ่ได้ ดังนั้นการไอ จาม สามารถแพร่กระจายไปสู่เด็ก คนใกล้เคียงและกลุ่มเสี่ยงที่อันตรายต่อการรับเชื้อได้ ซึ่งการรับเชื้อในกลุ่มเสี่ยงอาจนำไปสู่อาการร้ายแรงจนเสียชีวิตได้ เช่น ผู้ป่วยโรคหืด หากเกิดไข้หวัดใหญ่ สามารถนำไปสู่อาการหอบกำเริบ หรือ ผู้ป่วยโรคหัวใจล้มเหลว อาจจะมีอาการแย่ลง หากเกิดไข้หวัดใหญ่ เป็นต้น ดังนั้นกลุ่มเสี่ยง และคนที่มีอายุตั้งแต่ 6 เดือนขึ้นไปควรได้รับวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาลในทุกปี เพื่อป้องกันการเกิดไข้หวัดใหญ่หรือเพื่อให้เกิดไข้หวัดใหญ่ที่รุนแรงน้อยที่สุด

 

กลุ่มเสี่ยง ที่ควรได้รับวัคซีนไข้หวัดใหญ่ ทุกๆปี ดังต่อไปนี้

หมอฉีดยาให้เด็กผู้หญิงข้อมูลวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ตามฤดูกาล 2554-2555
        เป็นวัคซีนชนิดเชื้อตาย ไม่ก่อโรค ใช้สำหรับป้องกันการติดเชื้อไข้หวัดใหญ่ทั้งในเด็กและผู้ใหญ่ส่วนประกอบทุกตัวในวัคซีนนี้ไม่สามารถทำให้เกิดโรคไข้หวัดใหญ่ได้
ซึ่งต้องผ่านขั้นตอนการผลิตได้มาตรฐาน ทดสอบทางคลินิก ทดสอบทางห้อง LAB ขึ้นทะเบียนยา ตรวจสอบคุณภาพ และการเฝ้าระวังก่อนนำมาใช้กับผู้ป่วย

ประสิทธิภาพของวัคซีนเป็นอย่างไร
        ความสามารถในการป้องกันขึ้นอยู่กับอายุและสภาวะทางสุขภาพ และวัคซีนสามารถป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ที่เกิดจากเชื้อที่มีโอกาสระบาดได้มาก 3 ชนิดที่เป็นองค์ประกอบในวัคซีน นั้นคือ influenza A (H1N1) viruses, influenza A (H3N2) viruses และ influenza B viruses ซึ่งองค์การอนามัยโลก (WHO) รวมถึงหน่วยงานของประเทศไทย (Thai National Influenza center) ติดตามและประเมินภาวะการณ์ระบาดและเลือกสายพันธุ์วัคซีนที่เหมาะสมกับการระบาดในปีนั้นๆ

        ประสิทธิภาพในการป้องกันไข้หวัดใหญ่ หลังจากร่างกายสร้างภูมิคุ้มกัน (antibodies) เมื่อได้รับวัคซีนแล้ว 2 สัปดาห์ขึ้นไป และประสิทธิภาพอยู่ได้นาน 1 ปี
   
ถ้าเคยฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาล ปีที่ผ่านมาแล้วจำเป็นต้องฉีดซ้ำในปีนี้หรือไม่


ผู้ที่เคยป่วยด้วยโรคไข้หวัดใหญ่ 2009 จำเป็นต้องรับวัคซีนไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาลหรือไม่


ผู้ที่เคยรับวัคซีนไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาลมาแล้ว  มีอาการไข้และปวดบริเวณที่ฉีดหรือผื่นลมพิษหลังฉีด สามารถฉีดซ้ำได้หรือไม่


เด็กอายุน้อยกว่า 6 เดือนจะสามารถป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาลได้อย่างไร
        เด็กอายุต่ำกว่า 6 เดือน มีความเสี่ยงสูงในการเกิดอาการป่วยรุนแรงเช่นกัน แต่พวกเขามีอายุน้อยเกินไปที่จะสามารถรับวัคซีนป้องกันอาการดังกล่าว ซึ่งวิธีที่ดีที่สุดในการป้องกัน คือ หญิงตั้งครรภ์ทุกรายควรได้รับวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ทุกปี มีการรายงานว่าการได้รับวัคซีนในหญิงตั้งครรภ์ป้องกันการติดเชื้อไข้หวัดใหญ่ และ ลดความรุนแรงที่ต้องนอนรพ. จนกระทั้งทารกอายุถึง 6 เดือน ดังนั้นทางองค์กร The American College of Obstetricians and Gynecologists (ACOG) and the Advisory Committee on Immunization Practices (ACIP) จึงแนะนำให้วัคซีนแก่หญิงตั้งครรภ์ทุกไตรมาศ

อาการไม่พึงประสงค์ที่พบได้หลังฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่
        เจ็บ แดง บวมเล็กน้อยบริเวณที่ฉีดได้ มีไข้ ปวดตามร่างกาย ซึ่งอาการดังกล่าวสามารถหายได้เองภายใน 1-2 วัน แต่หากอาการไม่ดีขึ้นสามารถพบแพทย์ได้
        หากผู้ที่ไม่เคยฉีดวัคซีนมาก่อน ควรติดตามอาการผื่นแพ้ ภายใน 30 นาทีหลังฉีดวัคซีน

เมื่อฉีดวัคซีนแล้วอาการข้างเคียงที่อาจพบได้มีอะไรบ้าง?
        ผลข้างเคียงหลังจากการฉีดวัคซีนคล้ายคลึงกับผลข้างเคียงที่พบจากการฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาล ผู้ที่ได้รับวัคซีนบางคน (ซึ่งเป็นส่วนน้อย) อาจเกิดผลข้างเคียงหลังรับวัคซีน  ซึ่งอาจแบ่งเป็น  2  ชนิดใหญ่ ๆ  คือ

  1. อาการปวด บวมแดง บริเวณที่ฉีดวัคซีน ซึ่งมักไม่รุนแรงและหายได้เองใน  1 – 2  วัน  
  2. ผลข้างเคียงในระบบร่างกาย  เช่น  ไข้  ปวดศีรษะ  ปวดกล้ามเนื้อ  ที่มักจะหายได้เอง ใน  1 –2  วัน  หรือใช้ยาแก้ปวดลดไข้  เช่น  ยาพาราเซตามอล 

        ส่วนอาการที่รุนแรงพบได้น้อยมาก  เช่น  อาการทางสมอง   อาการแพ้รุนแรง เช่น หายใจลำบาก แน่นหน้าอก   อ่อนแรง ผื่นขึ้นตามร่างกาย มึนงง หัวใจเต้นแรง หรืออาการช็อค  เป็นต้น ซึ่งสามารถเฝ้าระวังได้ ซึ่งส่วนใหญ่เกิดขึ้นภายในเวลาเป็นนาทีหรือภายใน 2-3 ชม.หลังจากฉีดยา หากมีอาการดังกล่าวให้พบแพทย์ทันที

ข้อห้ามในการฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่

หากท่านมีข้อห้ามดังกล่าว กรุณาแจ้งแพทย์ก่อน ทั้งนี้การวินิจฉัยและการตัดสินใจขึ้นกับแพทย์ผู้ให้การรักษา

ผู้ป่วยทุกราย จะต้องได้รับยาต้านไวรัสหรือไม่?
        ผู้ป่วยส่วนใหญ่มากกว่าร้อยละ 90 มีอาการน้อย หายป่วยได้โดยไม่จำเป็นต้องใช้ยาต้านไวรัส การได้รับยาต้านไวรัสสำหรับผู้ป่วยกลุ่มนี้ จะช่วยให้อาการหายเร็วขึ้น 1-2 วันเท่านั้น ให้การดูแลรักษาผู้ป่วยอาการไม่รุนแรงที่บ้าน นั่นคือหากผู้ป่วยมีอาการไม่รุนแรง เช่น ไข้ไม่สูงมาก ตัวไม่ร้อนจัด ไม่ซึมหรืออ่อนเพลียมาก และพอรับประทานอาหารได้ สามารถดูแลรักษาตัวที่บ้านได้ โดยปฏิบัติดังนี้


ผู้ป่วยที่จำเป็นจะต้องได้รับยาต้านไวรัส ได้แก่

มียาชนิดใดบ้างที่สามารถรักษาโรคนี้ได้?
        ยาต้านไวรัสซึ่งใช้รักษาโรคไข้หวัดใหญ่นี้ได้ผล คือ ยาสามัญชื่อโอเซลทามิเวียร์ (oseltamivir) เป็นยาชนิดกิน และซานามิเวียร์ (zanamivir) เป็นยาชนิดพ่น โดยยาต้านไวรัส oseltamivir จะให้ผลรักษาโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ได้ดีที่สุด ถ้าผู้ป่วยได้รับยาเร็วภายใน 2 วันนับตั้งแต่เริ่มป่วย โดยรับประทานยาติดต่อกันนาน 5-7 วัน แต่อย่างไรก็ตามหากเริ่มใช้ยาช้าก็ยังมีประโยชน์โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่มีความเสี่ยงดังข้างต้น
        ในประเทศไทย oseltamivir มีจำหน่ายในชื่อการค้า Tamiflu ของบริษัท Roche และ GPO-A-Flu ขององค์การเภสัชกรรม ส่วน zanamivir ในชื่อการค้า Relenza ของบริษัท GlaxoSmithKline ยาทั้ง 2 ชนิดต้องไดรับการสั่งจ่ายยาโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น ไม่ควรซื้อยามารับประทานเอง มิฉะนั้นอาจเกิดเชื้อดื้อยาได้
        โดยปกติ ยาต้านไวรัสเหล่านี้ข้อบ่งใช้หลัก คือสำหรับใช้รักษาหรือป้องกันไข้หวัดใหญ่ (H3N2) และแพทย์ได้นำ oseltamivir และ zanamivir มาใช้ในการรักษาหรือป้องกันไข้หวัดนก (H5N1) และไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 (H1N1) อันเนื่องมาจากไวรัสมีสายพันธุ์ใกล้เคียงกัน
หากมีข้อสงสัย กรุณาสอบถามแพทย์หรือเภสัชกร

วิธีการป้องกันการติดเชื้อ

หากขณะนั้นไม่มีทิชชู ใช้แขนใกล้ข้อศอกด้านใน ไม่สัมผัสกับวัตถุอื่นๆมากที่สุด


เอกสารอ้างอิง

  1. Flu Vaccine Effectiveness: Questions and Answers for Health Professionals. Centers for Disease Control and Prevention. Last updated: October 12, 2011. [cited in 17 July 2012].  http://www.cdc.gov/flu/professionals/vaccination/effectivenessqa.htm.
  2. VACCINE INFORMATION STATEMENT; Influenza Vaccine Inactivated  2012 – 2013. Centers for Disease Control and Prevention. Last updated: February 7, 2012. [cited in 17 July 2012]. http://www.cdc.gov/vaccines/pubs/vis/downloads/vis-flu.pdf.
  3. Who Should Get Vaccinated Against Influenza. Centers for Disease Control and Prevention. Last updated: September 9, 2011. [cited in 17 July 2012]. http://www.cdc.gov/flu/protect/whoshouldvax.htm.
  4. Key Facts About Seasonal Flu Vaccine. Centers for Disease Control and Prevention. Last updated: July 6, 2012. [cited in 17 July 2012].  http://www.cdc.gov/flu/protect/keyfacts.htm.
  5. Influenza Vaccination Among Women with a Recent Live Birth Pregnancy Risk Assessment Monitoring Systems (PRAMS), 2009-10 Influenza Season. Centers for Disease Control and Prevention. Last updated: June 19, 2012. [cited in 17 July 2012].  http://www.cdc.gov/flu/professionals/vaccination/prams-flu-vaccination.htm.
  6. Vaccine Virus Selection for the 2012-2013 Influenza Season. Centers for Disease Control and Prevention. Last updated: July 2, 2012. [cited in 17 July 2012].  http://www.cdc.gov/flu/about/season/vaccine-selection.htm.
  7. What You Should Know for the 2012-2013 Influenza Season. Centers for Disease Control and Prevention. Last updated: June 14, 2012. [cited in 17 July 2012]. Available from http://www.cdc.gov/flu/about/season/flu-season-2012-2013.htm.
  8. Clinical Signs and Symptoms of Influenza Influenza Prevention & Control Recommendations. Centers for Disease Control and Prevention.  Last updated: July 1, 2009. [cited in 17 July 2012]. http://www.cdc.gov/flu/professionals/acip/clinical.htm.
  9. What You Should Know About Flu Antiviral Drugs. Centers for Disease Control and Prevention. Last updated: October 17, 2011. [cited in 17 July 2012].  http://www.cdc.gov/flu/antivirals/whatyoushould.htm.
  10. รายงานการเฝ้าระวังการกลายพันธุ์และการดื้อยาของเชื้อไข้หวัดใหญ่ประจำเดือน มิถุนายน 2555. ศูนย์ไข้หวัดใหญ่แห่งชาติ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์สาธารณสุข กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์. [cited in 15 July 2012]. http://www.thainihnic.org/Files/การเฝ้าระวังการกลายพันธุ์และการดื้อยาของเชื้อไขหวัดใหญ่มิถุนายน2555.pdf.
  11. ผลการศึกษาการเปลี่ยนแปลงสายพันธุ์ไข้หวัดใหญ่ด้วยวิธี HI  และ gene sequencing. ศูนย์ไข้หวัดใหญ่แห่งชาติ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์สาธารณสุข กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์. [cited in 15 July 2012]. http://www.thainihnic.org/Files/การเปลี่ยนแปลงสายพันธุ์มิถุนายน2555.pdf.
  12. คำแนะนำกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง การป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ วันที่ 4 สิงหาคม 2553.


เรียบเรียงโดย: ภญ. สุพรรณิการ์ ประทีปจรัสแสง