แนวทางการคัดกรองและวินิจฉัยโรคเบาหวาน

 เบาหวาน 

          ผู้ป่วยที่เป็นโรคเบาหวานในระยะแรกมักจะไม่แสดงอาการ มีผู้ป่วยจำนวนไม่น้อยที่ได้รับการวินิจฉัยเบาหวานหลังจากที่เกิดภาวะแทรกซ้อนของเบาหวานแล้ว ดังนั้นการคัดกรองเบาหวานในบุคคลที่เป็นกลุ่มเสี่ยงจึงเป็นสิ่งที่จำเป็น เพื่อให้ได้รับการวินิจฉัยและการรักษาได้เร็วขึ้น ลดโอกาสการเกิดภาวะแทรกซ้อน

 

ผู้ที่ควรตรวจระดับน้ำตาลในเลือดว่าเป็นเบาหวานหรือไม่

  1. ผู้ที่มีอายุเกิน 45 ปี ควรตรวจระดับน้ำตาลเลือดเพื่อหาความเสี่ยงต่อโรคเบาหวาน ทุก 3 ปี

  2. อ้วน (ดัชนีมวลกายมากกว่า 27.5 kg/m2 หรือเส้นรอบเอวในผู้ชายมากกว่า 90 ซม. หรือ ผู้หญิงมากกว่า 80 ซม.)

  3. มีประวัติโรคเบาหวานในครอบครัวสายตรง

  4. เคยคลอดบุตรตัวโต น้ำหนักมากกว่า 4 กก.

  5. มีภาวะความดันโลหิตสูง

  6. มีโรคหัวใจและหลอดเลือด

  7. ไขมันในเลือดชนิด HDL น้อยกว่า 35 มก./ ดล.

  8. เคยมีประวัติของการตรวจความทนน้ำตาลกลูโคส แล้วผิดปกติ

          การตรวจคัดกรองเบาหวาน แนะนำให้ใช้การตรวจวัดระดับน้ำตาลในเลือดขณะอดอาหาร(fasting plasma glucose; FPG) โดยให้งดอาหารก่อนเจาะเลือด 8 ชม. แต่ถ้าไม่สามารถตรวจได้ ให้ทำการตรวจเลือดปลายนิ้ว (capillary fasting blood glucose) ถ้าระดับน้ำตาลในเลือด (FPG) สูงกว่า 126 มก./ดล.ให้ทำซ้ำอีกครั้ง ถ้ายังสูงกว่า 126 มก./ดล. ถือว่าเป็นเบาหวาน ในกรณีที่ตรวจวัดได้ 100-125 ให้จัดว่าเป็นผู้ป่วยที่มีระดับน้ำตาลผิดปกติ แต่ยังไม่เป็นโรคเบาหวานและควรจะตรวจซ้ำทุก 1-3 ปี หรือทำการตรวจความทนต่อน้ำตาลกลูโคส โดยให้ดื่มน้ำตาลกลูโคส ถ้าทำการตรวจระดับน้ำตาลหลังทำการทดสอบ แล้วที่ 2 ชั่วโมงหลังการทดสอบยังสูงกว่า 200 มก./ดล.ก็ถือว่าเป็นเบาหวาน

          นอกจากนี้ถ้ามีอาการของเบาหวานแล้ว เจาะเลือดโดยไม่ต้องอดอาหารแล้วระดับน้ำตาลในเลือดสูงกว่า 200 มก./มล. ก็ถือว่าเป็นเบาหวาน

        ในกรณีที่ไม่สะดวกที่จะอดอาหารสามารถที่จะทำการเจาะเลือดปลายนิ้วขณะที่ไม่ได้อดอาหาร ถ้าได้มากกว่า 110 มก./มล. ควรได้รับการตรวจตรวจวัดระดับน้ำตาลในเลือดขณะอดอาหาร แต่ถ้าได้น้อยกว่า 110 มก./มล. ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงน้อย ก็ไม่จำเป็นต้องได้รับการตรวจตรวจวัดระดับน้ำตาลในเลือดขณะอดอาหาร แต่ควรตรวจซ้ำทุก 3 ปี

 

การป้องกันการเกิดโรคเบาหวาน และแนวทางการปฏิบัติตัวของผู้ที่เป็นโรคเบาหวาน

          แนวทางในการป้องกันการเกิดโรคเบาหวาน ควรพิจารณาถึงกลุ่มเสี่ยงที่มีโอกาสเกิดโรคเบาหวานสูง ข้อแนะนำในบุคคลเหล่านี้คือ การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมในการดำเนินชีวิตเพื่อลดปัจจัยเสี่ยง ได้แก่

  1. การพยายามควบคุมน้ำหนักตัว ลดน้ำหนักลงให้ได้ร้อยละ 5-7 จากน้ำหนักเบื้องต้นโดยเฉพาะผู้ที่อ้วน(ดัชนีมวลกายมากกว่า 23 สำหรับชาวเอเชีย)

  2. การลดการบริโภคอาหารที่มีไขมันสูง

  3. การรับประทานใยอาหารให้มากขึ้น

  4. การหลีกเลี่ยงยาบางอย่างที่อาจเพิ่มระดับน้ำตาลในเลือด

  5. การออกกำลังกายให้สม่ำเสมอ ออกกำลังกาย 150 นาทีต่อสัปดาห์โดยการเดินเร็วๆและแกว่งแขนแรง

          โดยสรุป การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมที่เป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคเบาหวาน ยังคงเป็นแนวทางที่สำคัญในการปฏิบัติตัวเพื่อช่วยลดโอกาสเกิดโรคเบาหวาน

นพท.กฤษฎิ์พงษ์ ศิริสารศักดา

เรียบเรียงโดย นพ.ปณิธาน ประดับพงษา