ทำอย่างไรเมื่อเป็นไข้หวัดใหญ่

 ไข้หวัดและไข้หวัดใหญ่ 

          ผู้ป่วยที่เป็นโรคไข้หวัดใหญ่ส่วนใหญ่จะหายได้เอง ดังนั้นหากมีอาการไม่มากอาจจะดูแลตนเองที่บ้านได้ ดังนี้

  • ให้นอนพักไม่ควรจะออกกำลังกาย

  • ให้ดื่มน้ำเกลือแร่หรือดื่มน้ำผลไม้ ไม่ควรดื่มน้ำเปล่ามากเกินไปเพราะอาจจะขาดเกลือแร่

  • รักษาตามอาการ หากมีไข้ให้ใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดตัว หากไข้ไม่ลงให้รับประทานพาราเซตามอล ไม่แนะนำให้แอสไพรินในคนที่อายุน้อยกว่า 20 ปีเพราะอาจจะทำให้เกิดกลุ่มอาการที่เรียกว่า Reye syndrome

  • ถ้าไอมากก็รับประทานยาแก้ไอ แต่ในเด็กเล็กไม่ควรซื้อยารับประทานเอง

  • สำหรับผู้ที่เจ็บคออาจจะใช้น้ำ 1 แก้วผสมเกลือ 1 ช้อนกลั้วคอ

  • อย่าสั่งน้ำมูกแรงๆเพราะอาจจะทำให้เชื้อลุกลาม

  • ในช่วงที่มีการระบาดให้หลีกเลี่ยงสถานที่สาธารณะและการใช้ของสาธารณะ เช่น โทรศัพท์ ลูกบิดประตู

  • เวลาไอหรือจามต้องใช้ผ้าเช็ดหน้าปิดปากและจมูก

เมื่อไหร่ควรจะมาพบแพทย์ ?

          ผู้ป่วยเด็กควรปรึกษาแพทย์เมื่อมีอาการดังต่อไปนี้

  • ไข้สูงและเป็นมานาน หรือให้ยาลดไข้แล้วไข้ยังสูงเกิน 38.5 องศาเซลเซียส

  • หายใจหอบหรือหายใจลำบาก

  • มีอาการมากกว่า 7 วัน

  • ผิวสีม่วง

  • เด็กดื่มน้ำหรือรับประทานอาหารไม่พอ

  • เด็กซึม หรือไม่เล่น

  • เด็กไข้ลด แต่อาการไม่ดีขึ้น

          สำหรับผู้ใหญ่ควรปรึกษาแพทย์เมื่อมีอาการดังต่อไปนี้

  • ไข้สูงและเป็นมานาน

  • หายใจลำบาก หรือหายใจหอบ

  • เจ็บหรือแน่นหน้าอก

  • หน้ามืดเป็นลม สับสน

  • อาเจียน รับประทานอาหารไม่ได้

          ผู้ป่วยบางกลุ่มถือเป็นกลุ่มที่เสี่ยงต่อการ เกิดโรคแทรกซ้อนดังนั้นเมื่อเป็นไข้หวัดใหญ่ควรมาพบแพทย์ได้แก่ ผู้ที่มีโรคเรื้อรังประจำตัว เช่น โรคตับ โรคหัวใจ โรคไต โรคปอด เป็นต้น หญิงตั้งครรภ์ ผู้สูงอายุ (มากกว่า 65 ปี) ผู้ป่วยโรคเอดส์ ผู้ที่พักในสถานเลี้ยงคนชรา

การป้องกันตนเองจากโรค

  • ล้างมือบ่อย ๆ

  • อย่าเอามือเข้าปากหรือขยี้ตา

  • อย่าใช้ของส่วนตัว เช่น ผ้าเช็ดตัว ผ้าเช็ดหน้า แก้วน้ำ ร่วมกับผู้อื่น

  • หลีกเลี่ยงการสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วย

  • หากป่วยให้พักรักษาตัวที่บ้าน

  • เวลาไอจามใช้ผ้าปิดปากปิดจมูก

การฉีดวัคซีน

          การป้องกันไข้หวัดใหญ่ที่ดีที่สุดคือการฉีด วัคซีน ซึ่งทำจากเชื้อที่ตายแล้วโดยฉีดทีแขนปีละครั้ง หลังฉีด 2 สัปดาห์ภูมิคุ้มกันจึงจะขึ้นสูงพอที่จะป้องกันการติดเชื้อ ควรฉีดวัคซีนในผู้ป่วยต่อไปนี้

  • ผู้ที่มีโรคเรื้อรังประจำตัวเช่น โรคไต โรคหัวใจ โรคตับ

  • ผู้ที่มีอายุมากกว่า 50 ปี ผู้ป่วยโรคเบาหวาน โรคเอดส์

  • หญิงตั้งครรภ์ตั้งแต่ 3 เดือนขึ้นไป และมีการระบาดของไข้หวัดใหญ่

  • ผู้ที่อาศัยในสถานเลี้ยงคนชรา ผู้ที่ต้องการลดการติดเชื้อ

  • เจ้าหน้าที่สาธารณสุขที่ดูแลผู้ป่วยเรื้อรัง

  • นักเรียนที่อยู่รวมกัน รวมถึงผู้ที่จะไปเที่ยวยังพื้นที่ที่มีการระบาด

          ช่วงเวลาที่เหมาะสมในการฉีดวัคซีนคือเดือน ตุลาคมและพฤศจิกายน (ซึ่งเป็นช่วงที่มีการระบาดในต่างประเทศ จึงควรฉีดวัคซีนในช่วงเวลาเดียวกัน) โดยเด็กที่อายุ 6-23 เดือน ควรจะฉีดทุกรายโดยเฉพาะเด็กที่มีโรคประจำตัวร่วมด้วย รวมถึงคนที่อายุมากกว่า 50 ปีและคนที่อายุ 2-49 ปีที่มีโรคประจำตัว กลุ่มนี้ให้ฉีดในเดือนตุลาคม ส่วนกลุ่มอื่น เช่น เด็ก เจ้าหน้าที่ทางการแพทย์ ผู้ดูแลคนป่วย กลุ่มนี้ให้ฉีดเดือนพฤศจิกายน

เอกสารอ้างอิง

  1. http://www.siamhealth.net/public_html/Disease/infectious/influenza.htm

  2. http://www.pharm.chula.ac.th/osotsala/Respiratory/flu.htm

  3. คู่มือการส่งเสริมสุขภาพและเวชกรรมป้องกันสำหรับหน่วยทหารในกองทัพบก