“ยาแก้ไอ”....ใช้อย่างไรให้ถูกวิธี

 ยาตามกลุ่มโรคและอาการ  ภูมิแพ้ หอบหืด โรคระบบทางเดินหายใจ 

     หลายคนคงยังจำข่าวที่เด็กนักเรียนชั้นประถมซื้อยาแก้ไอจากร้านเกมส์มากินเอง แล้วถูกหามส่งโรงพยาบาลกันกว่า 50 คนได้ใช่ไหมคะ  เด็กเค้าเชื่อว่ากินยานี้แล้วเวลาครูตีจะไม่เจ็บจึงบอกต่อกันจนเกิดเป็นเรื่องราวขึ้นมา ข่าวนี้สร้างความตกใจให้ผู้ปกครองและสังคมไม่น้อยทีเดียว แต่นี่ก็ไม่ใช่ครั้งแรกที่มีการนำยาแก้ไอไปใช้ในทางที่ผิด ก่อนหน้านี้ก็เคยมีข่าวทำนองเดียวกันเกิดขึ้นมาแล้ว เมื่อมีเด็กวัยรุ่นซื้อยาแก้ไอชนิดนี้แล้วนำไปผสมกับน้ำอัดลม หรือกินร่วมกับยาคลายเครียดเพื่อหวังผลให้เกิดอาการมึนเมา เคลิบเคลิ้มเหมือนการเสพสารเสพติด ข่าวเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่าปัญหาการใช้ยาในทางที่ผิดยังคงมีอยู่และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ หากเราไม่เร่งสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องโดยเฉพาะในกลุ่มเด็กและวัยรุ่นซึ่งมักถูกชักจูงได้ง่าย

 

มาทำความรู้จักยาแก้ไอในแง่มุมที่ถูกต้องกันบ้างดีกว่าค่ะ ยาแก้ไอโดยทั่วไปมีอยู่ด้วยกัน 3 กลุ่ม คือ

     ในเบื้องต้นหากเรามีอาการไอ ควรเริ่มจากสังเกตตัวเองก่อน ว่าเป็นการไอแบบแห้งๆ หรือไอแบบมีเสมหะ หากเป็นการไอแห้ง ก็อาจเลือกใช้ยาในกลุ่มระงับอาการไอ ซึ่งจะออกฤทธิ์กดศูนย์ควบคุมการไอที่สมอง หากเป็นการไอแบบมีเสมหะก็อาจเลือกยาในกลุ่มที่ช่วยขับเสมหะหรือช่วยละลายเสมหะ หากมีอาการไอเพียงเล็กน้อย การดื่มน้ำอุ่นมากๆ พักผ่อนให้เพียงพอ ก็อาจทำให้อาการไอลดลงหรือหายไปได้ เพียงแต่บางครั้งอาการไอก็สร้างความรำคาญจนเราต้องรีบซื้อหายาแก้ไอมารับประทานเอง แต่ทั้งนี้ก็ควรระมัดระวังในการใช้ยาเสมอนะคะ ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้ยาทุกครั้ง เพราะการใช้ยาในขนาดปกติย่อมปลอดภัยและรักษาอาการได้ แต่หากใช้ยาเกินขนาดก็อาจเกิดโทษจากยาได้เช่นกัน

 

     ยาเด็กซ์โทรเมทอร์แฟน เป็นยาระงับอาการไอแบบไม่มีเสมหะ มีทั้งรูปแบบยาเม็ดและยาน้ำเชื่อม ขนาดที่ใช้สำหรับระงับอาการไอคือ 15-30 มิลลิกรัม หรือ 1- 2 เม็ด วันละ 3-4 ครั้ง มีใช้แพร่หลายกันมานานแล้ว จัดว่าเป็นยาที่มีความปลอดภัยสูง ใช้ได้ผลดีและมีผลข้างเคียงน้อยมาก แต่ก็เพราะเป็นยาที่หาซื้อได้ง่ายจากร้านขายยาทั่วไป อีกทั้งยังมีราคาถูก จึงมักทำให้มีคนนำยานี้ไปใช้ในทางที่ผิดอยู่บ่อยๆ  

 

     เด็กซ์โทรเมทอร์แฟน ระงับการไอได้โดยออกฤทธิ์กดศูนย์การไอที่สมอง ถึงแม้ว่ายานี้จะปลอดภัยในขนาดที่ใช้รักษาอาการ แต่หากกินยาเกินขนาด ก็อาจทำให้เกิดอาการพิษจากยาได้ เช่น คลื่นไส้ อาเจียน เวียนศีรษะ มึนงง ตาพร่า มองภาพไม่ชัด กล้ามเนื้อเกร็ง ใจสั่น กระวนกระวาย ปากเขียว เล็บเขียว เคลิบเคลิ้ม ประสาทหลอน หมดสติและอาจถึงแก่ชีวิตได้ คนที่นำยาไปใช้ในทางที่ผิดมักเกิดจากการใช้ยาเกินขนาด (มากกว่า 360 มิลลิกรัมหรือมากกว่า 20 เม็ด) บางครั้งมีการนำไปรับประทานร่วมกับยาที่ทำให้ง่วงซึมหรือเครื่องดื่มมึนเมาซึ่งจะยิ่งเสริมฤทธิ์กดประสาทมากขึ้น อาจถึงขั้นทำร้ายตัวเองหรือผู้อื่นได้ อาการผิดปกติเหล่านี้ มักเกิดขึ้นหลังจากรับประทานยาไปแล้ว 15-30 นาที และอาการจะคงอยู่ประมาณ 6 ชม.

 

     ปัญหาที่เกิดขึ้นส่วนหนึ่ง อาจเกิดจากยาเด็กซ์โทรเมทอร์แฟน เป็นยาที่หาซื้อได้ง่ายอย่างถูกกฎหมายจากร้านขายยาทั่วไป ทำให้เด็กคิดว่าไม่มีอันตราย ทางออกคงไม่ใช่การจำกัดไม่ให้ขายยาชนิดนี้ เพราะอย่างไรเสียร้านขายยาก็ยังเป็นช่องทางที่ทำให้คนส่วนใหญ่เข้าถึงยาแก้ไอได้ แต่ปัญหาเหล่านี้จะลดลงได้หากครอบครัวเห็นความสำคัญ เริ่มต้นจากพ่อแม่ต้องพูดคุยกับเด็ก ให้เห็นถึงความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นและอันตรายจากการใช้ยาเกินขนาด รวมทั้งทุกฝ่ายต้องร่วมมือกันแก้ปัญหาอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่ตื่นตัวกันเฉพาะเมื่อเป็นข่าวแล้วก็เงียบหายไปเหมือนไฟไหม้ฟาง ที่รอคอยวันปะทุขึ้นมาอีกในอนาคต